แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sport cars แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sport cars แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Honda CR-Z ต้นแบบสปอร์ตแห่งอนาคต?










หากพิจารณารูปโฉมโนมพรรณของเจ้าซีอาร์แซดแล้วต้องยอนรับกันไปเลยว่าเป็นรถที่มีรูปลักษณ์แปลกตาคันหนึ่ง แม้ตอนแรกเมื่อมองจากรูปภาพจะรู้สึกว่ารถรุ่นนี้มีสัดส่วนแปลกๆ ดูหัวใหญ่ ท้ายสั้น แต่หากพบกับตัวเป็นๆแบบสามมิติก็จะเปลี่ยนใจและต้องยอมรับว่านี่เป็นรถที่เก๋ไก๋คันหนึ่งทีเดียว ความประทับใจแรกเห็นจะไม่พ้น กระจังหน้าขนาดใหญ่(มาก)ที่ดูแล้วดุดัน โคมไฟหน้าที่ดูเฉียบคม ส่วนโพรไฟล์(Profile) ด้านข้างนั้นจะเห็นว่ารถเตี้ยกว่ารถซับคอมแพ็คทั่วๆไปมากพอสมควร และถูกเน้นด้วยเส้นสายและองค์ประกอบทางการออกแบบต่างๆที่ ช่วยให้เห็นแล้วรู้สึกว่ารถนั้นพุ่งไปด้านหน้าตลอดเวลา ส่วนด้านท้ายนั้นเป็นทรงลาดแบบฟาสต์แบค (Fast Back) ที่ดูลู่ลมในแบบทรงหยดน้ำซึ่ง อันมีพื้นที่กระจกกินลงมาถึงด้านท้ายรถเพื่อช่วยเรื่องทัศนวิสัย (เอกลักษณ์ดั้งเดิมจากคูเป้รุ่นพี่ ฮอนด้า ซีอาร์เอ็กซ์ (Honda CRX)จากยุค 80 และจากรุ่นอินไซท์ (Honda Insight)) และ สามารถเปิดได้ถึงขอบกันชนด้านบน (แต่ขอบกันชนนั้นอยู่สูงมาก ทำให้การขนสัมภาระที่มีน้ำหนักคงต้องออกเหงื่อบ้างนิดหน่อย) ส่วนด้านไฟท้ายทรงสามเหลี่ยมแบบแอลอีดีนั้นก็ดูเฉียบขาด ส่วนด้านล่างของกันชนหลังนั้นมีการออกแบบให้เป็นแผงดิฟฟิวเซ่อร์ซึ่งมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหลังซึ่งดูลงตัวทั้งรูปลักษณ์และประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ส่วนการเล่นแสงเงาบนตัวถังทำได้ดีดูเป็นสามมิติ ส่งผลให้ซีอาร์แซดเป็นสปอร์ตคอมแพ็คที่สวยงามสะดุดตาคันหนึ่ง ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่าซีอาร์แซดไปได้ฉลุย ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในญี่ปุ่นเกินความคาดหมายของฮอนด้าด้วยซ้ำไป
เมื่อมาพิจารณาภายใน พบว่าได้รับอิทธิพลทางการออกแบบมาจากฮอนด้าซ๊วิค และรถในตระกูลเครื่องยนต์ไฮบริดและไฮโดรเจน (Hybrid& Hydrogen powered) รุ่นต่างๆอย่าง อินไซท์(Insight) และเอฟซีเอ็กซ์ (FCX) อย่างชัดเจน แต่ก็มีการพัฒนาด้านการเลือกใช้รูปทรง, ตำแหน่งของปุ่มควบคุมต่างๆ รวมถึงการผสมผสานวัสดุ, และโดดเด่นด้วยการเน้นแสงสีน้ำเงินเข้มในการส่องสว่างภายในผลลัพธ์นั้นน่าสวยงาม ตื่นตาราวกับได้ขับรถยนต์ที่หลงมาจากโลกอนาคตยังไงยังงั้น และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ไฮบริดจากค่ายฮอนด้าอีกประการก็คือ จอภาพเปลี่ยนสีได้ตามลักษณ์การขับขี่ของผู้ขับซึ่งจะบอกเราว่าเรานั้นขับขี่ได้ “กรีน” (Green) หรือช่วยมลภาวะมากน้อยแค่ไหน โดยหากเราขับขี่แบบดุดันจอภาพจะกลายเป็นสีแดงเข้ม (รถคันที่ทดสอบสามารถไปได้ถึงความเร็วระดับ 190 กิโลต่อชั่วโมง แน่นอนว่าตอนนั้นมาตรความเร็วเป็นสีแดงแปร้ดทีเดียว)และจะค่อยๆกลายเป็นสีน้ำเงินเมื่อผ่อนความเร็วลงและกลายเป็นสีเขียวเมื่อเราสามารถขับขี่ได้นุ่มนวลและประหยัด ช่วยเตือนสติตอกย้ำจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในหัวใจของผู้ขับขี่ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากและรถยนต์อื่นๆน่าที่จะติดตั้งระบบนี้เข้าไปเพื่อของโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ดูเหมือนอะไรๆก็ดูแล้วเป็นภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าและล้ำยุคทั้งนั้น ช่วยก่อให้ความรู้สึกด้านบวกกับชีวิตแห่งอนาคตได้ชัดเจน ยังขาดก็แต่ประสบการณ์การขับขี่ ซึ่งยังไม่ก่อให้เกิดประสบการณ์ด้านบวกมากนัก จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากสปอร์ตแห่งอนาคตมีรูปแบบการขับขี่เป็นอย่างที่ซีอาร์แซดเป็นจะเป็นอย่างไร ตอบได้อย่างไม่คิดเลยว่า ผมขออยู่กับอดีตต่อไปอีกซักนิดจะดีกว่า......

The return of 928!




การจุติลงมาอีกครั้งของ Porsche 928

ชื่อของปอร์เช่ รหัส 928 อาจไม่คุ้นหูสำหรับนักซิ่งรุ่นใหม่ที่รู้จักแต่ชื่อ บอกสเต้อร์, เคย์แมน, คาเยนน์, พานาเมรา กับ คาร์เรรา แต่สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไปน่าจะคุ้นเคยกับ เจ้ากบเครื่องวางหน้าขนาด V8 ที่มีตา(ไฟหน้า)แบบประหลับประเหลือก(ที่บางคนก็ว่าอัปลักษณ์ซะเหลือกำลัง แต่บ้างก็ว่าเก๋ไก๋) รถรุ่น 928 นี้เคยเป็นหนึ่งในรถขายดี ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมและการออกแบบใหม่มากมายคันหนึ่งของค่ายปอร์เช่ โดยมีอายุยืนยาวในสายการผลิตถึง 18 ปีนับตั้งแต่ยุค 80 ไปจนถึง ปลายยุค 90 เป้าหมายหลักของรถรุ่นนี้คือการเป็น “รถสปอร์ตสไตล์ผู้ใหญ่แบบ 4 ที่นั่ง” มีความนุ่มนวล แต่ก็หนักแน่น เดินทางกันได้ยาวๆประเภทซิ่งจากดอยสุเทพไปแหลมพรหมเทพ ก็ยังจิ้บๆ (แต่ค่าน้ำมันไม่จิ้บแน่) ซึ่งหลังจากปลดระวางรถรุ่น 928 ไปแล้ว ก็นับได้ว่าปอร์เช่ไม่มีรถในตลาดประเภทอีกเลย ปล่อยให้ รถสปอร์ตหรูแบบ 4 ที่นั่ง ที่เรียกกันว่าแบบ GT หรือ กันตูริสโม อย่าง เบนซ์ ซีแอล (Mercedes CL), บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ย์ 6 (BMW 6 series), เบนท์ลีย์ จีที (Bentley Continental GT), จากัวร์ เอ็กเคอาร์ (Jaguar XKR) และ แอสตันมาร์ติน ดีบี 9 (Aston Martins DB9)นั้นทำการตลาดกันไปแล้วสบายอารมณ์ โดยปอร์เช่นั้นเหลือสปอร์ตคูเป้แบบ 4 ที่นั่งอยู่เพียงแบบเดียวก็คือรุ่น 911 (บอกตามตรงว่าที่นั่งหลังนั้น คับแคบเสียจนเหมาะกับ เด็ก และแม่ยายใจร้าย เท่านั้น)
การรอคอยนั้นจะหมดไปเมื่อมีข่าวแพร่งพรายออกมาว่า ปอร์เช่มีโครงการจะฟื้นตำนานสปอร์ตหรู 4 ที่นั่ง อีกครั้งโดยอาศัยการดัดแปลงแพลตฟอร์มของซูเปอร์ซาลูนอย่าง “พานาเมรา” (Panamera) มาตัดให้สั้นเข้า ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สปอร์ต 2 ประตูเครื่องใหญ่แบบ8 สูบ (10สูบนั้นกำลังรอการพัฒนา) เครื่องวางหน้า ที่ใช้เครื่องยนต์กลไกร่วมกับ พานาเมรา ถึงกว่า 60% และแม้ว่าจะตัดฐานล้อให้สั้นเข้าแต่เชื่อว่าที่นั่งด้านหลังก็ยังคงนั่งได้ “ดีกว่า” รุ่น 911 ที่เหมาะเอาไว้แก้แค้นแม่ยายอย่างแน่นอน

เรื่องของเครื่องยนต์นั้นเป็นที่เชื่อได้ว่า เครื่องรุ่นต่างๆของ คาเยนน์ (Cayenne) หรือ พานาเมรา (Panamera) นั้นก็น่าจะได้รับการพิจารณาให้บรรจุลงในห้องเครื่องของ 928 ใหม่ด้วยเช่นกัน และที่แน่ๆก็คือ น่าจะมีการปลุกฟื้นระบบเกียร์แบบ ทรานแอคเซิล (Transaxle) อันเป็นเอกลักษณ์ดั่งเดิมของรุ่น 928 กลับมาใช้อีกครั้ง ระบบนี้เป็นการสร้างสมดุลของการกระจายน้ำหนักโดยนำเอา ห้องเกียร์ทั้งหมดไปอยู่บริเวณเพลาหลังเพื่อให้การกระจายน้ำหนักระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเป็นไปอย่างได้สมดุลที่สุด

ด้านรูปโฉมนั้น ที่เราเห็นก็เป็นการคาดเดาของสื่อต่างประเทศว่า 928 น่าจะมีรูปลักษณ์เป็นไปในทางใด ผู้เขียนเองก็มีความเชื่อว่า เนื่องจากปอร์เช่ได้รับบทเรียนเรื่องของรูปลักษณ์ที่ผู้บริโภค “นิยม” มาหลายบทแล้ว คงจะไม่กล้าแหวกแนวไปในทางใด และเนื่องจากให้เครื่องยนต์กลไกร่วมกับ พานาเมรา ถึงเกินกว่า 60% ยิ่งทำให้ ดิ้นได้ยากขึ้นไปอีก เชื่อได้ว่าผลลัพธ์น่าจะไม่ต่างจากภาพซักเท่าใดคือ คงจะเหมือนกับ 911 คันใหญ่ๆที่มีสัดส่วนหน้ายาวท้ายสั้นในสไตล์รถแบบ GT นั่นเอง

เชื่อได้ว่าการกลับเข้ามาสู่สังเวียนรถแบบ GT ของปอร์เช่ในครั้งนี้คงทำให้ค่ายรถอื่นๆหนาวๆร้อนๆกันเป็นแถวๆอย่างแน่นอน

RUF RT12S รถสำหรับแฟนพันธ์แท้เท่านั้น



“Porsche ของพี่คันนี้สวยจัง”... “เอ้อ คันนี้ไม่ใช่ Porsche ธรรมดาครับ มันคือ รูฟ อาร์ที12 เอส (RUF RT12S)”... “แล้วมันต่างกับ Porsche ธรรมดายังไงคะเนี่ย?” นี่ก็คงจะเป็นคำถามที่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถคันนี้คงจะต้องได้รับและต้องไขข้อข้องใจให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอๆ ว่าที่ไม่ใช่พอร์ช “ธรรมดา” และที่จ่ายแพงกว่าไปนั้น จ่ายไปให้กับอะไรบ้าง? ใช่ครับเพราะหากไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ชมรมผู้รัก “กบหลังค่อม” ก็อาจจะแยกไม่ออกว่า นี่ไม่ใช่เจ้ากบหลังค่อมสายพันธ์เยอรมันแบบ “ดาดๆ” ที่เห็นกันทั่วไป และด้วยสมรรถนะที่ดุดัน เกรี้ยวกราด มันไม่เหมาะกับผู้ที่ “เริ่มเล่น” แต่เป็นของเล่นชั้นยอดสำหรับผู้ที่ “มือถึง” แล้วเท่านั้น และเหมาะที่จะเป็นเพชรยอดมงกุฏชั้นเยี่ยมในคอลเล็กชั่นของคอพอร์ชพันธ์แท้มากกว่า

ด้วยหน้าตาชนิดต้องเป็นแฟนพันธ์แท้จึงจะแยกออก และด้วยราคาระดับซุปเปอร์คาร์ ที่เทียบกันแล้วตัวเลือกอื่นๆดูดึงดูดสายตาคนรอบข้างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ 430 หรือ แลมบอร์กีนี่ การ์ญาโด (Ferrari 430 & Lamborghini Gallardo) จากการสังเกตุเวลาขับรูฟไปในที่ต่างๆดูจะไม่ต่อยอยู่ในสายตาชาวบ้านเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคันที่เราทำการทดสอบนั้นเป็นสีดำยิ่งทำให้รู้สึกว่า เหมาะกับคนที่ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาเป็นอย่างยิ่ง

ภายนอกนั้นจุดที่แยก รูฟ ออกจากพอร์ชเทอร์โบธรรมดาได้ชัดเจนมีด้วยกัน 3 จุดคือ 1. ช่องดูดอากาศเข้าสู่อินเตอร์คูลเลอร์ที่ใหญ่และอยู่เหนือซุ้มล้อหลังช่วยสร้างแรงกดทางอากาศพลศาสตร์ได้เหนือกว่าแบบมาตรฐาน 2. สปอยเลอร์ท้าย 2 ชั้นแบบของรูฟเอง 3. ล้อแม๊ก 5 ก้านลายเอกลักษณ์ของรูฟ ที่หล่อและเนี้ยบลงตัว ส่วนกันชนหน้าและหลังนั้นแม้ว่าจะดูดีเอามากๆแต่หากไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ก็อาจจะดูไม่ออกว่าต่างกับรุ่นธรรมดาตรงไหนได้เหมือนกัน

ภายในนั้นการใส่ในรายละเอียดถือเป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทางรูฟทำได้ดี โดยรูฟได้เลือกวัสดุที่บ่งบอกถึงความแรงและความหรูหรามาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างสง่างามน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังลายคาร์บอนสาน, หนังกลับ (อัลคันทารา), และตกแต่งทริมต่างๆด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แท้ รวมไปถึงหน้าปัดพร้อมโลโก้ของรูฟเอง ที่ระบุความเร็วไว้ถึง 370 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนด้านที่นั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้านั้น เป็นบัคเก็ตซีท (Bucket Seat)แบบปรับเอนไม่ได้ในสไตล์รถแข่ง (แต่ก็ไม่เมื่อยล้าแต่ประการใด) ที่ให้ความกระชับ ไม่หวั่นแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้ง และส่งผ่านความรู้สึกของตัวรถมาสู่ผู้ขับขี่ได้อย่าง "เต็มๆ" ได้ว่า พร้อมซิ่ง! ส่วนที่นั่งด้านหลังนั้นจะรันทดเล็กน้อย เพราะนอกจากจะเข้ายากเนื่องจากเบาะหน้าที่พับไม่ได้แล้ว ยังจะต้องเจอกับ “ค้ำตัวถัง” ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon fiber)ที่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวถัง ขวางทางเข้าที่นั่งหลัง จนเผลอรู้สึกไปว่า หากมีใครต้องเข้าไปนั่งจริงๆคงจะรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะยังไงยังงั้น เพราะต้องคอยเกาะคานค้ำตัวถังไปด้วยตลอดมิเช่นนั้นอาจต้องถึงวาระเปลี่ยนฟันหน้ายกแผงก่อนกำหนดได้หากคนขับต้องเบรคกระทันหัน ก็ภาวนาว่าอย่าต้องมีใครไปนั่งด้านหลังเลย

สรุปว่าในด้านรูปโฉมและการออกแบบนั้น คนที่ชอบรถ สวย ห้าว (ดุดันสุดๆ) แต่ไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา คันนี้แหละใช่เลย!

BMW Z4 The sexiest Roadster ever?






BMW Z4 ชื่อเดิมแต่ไม่ได้ ไมเนอร์เชนจ์

นับตั้งแต่มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 (Mazda MX-5) ปลุกกระแสความนิยมของโรดสเตอร์เปิดประทุนให้กลับมานิยมกันอีกครั้งในปี 1989 หลังจากที่โลกรถยนต์ขาดรถยนต์ประเภทนี้มานานนับ 2 ทศวรรษ ด้วยกลิ่นอายของโรดสเตอร์อังกฤษที่เรียบง่ายแต่มีสเน่ห์อย่าง เอ็มจี บี (MG-B) แต่ผสานเข้ากับความทนทานแบบญี่ปุ่น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และทำให้ยี่ห้ออื่นๆเดินตามรอยคที่มาสด้ากรุยทางเอาไว้ และบีเอ็มดับเบิ้ลยูเองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เดินตามรอยโมเดิร์นคลาสสิคโรดสเตอร์ของมาสด้าด้วยเช่นกัน ด้วยการนำเสนอรถยนต์โรดสเตอร์รุ่น แซด 3 ( BMW Z 3) ในปี 1996 โดยอาศัยสไตล์ของรถโรดสเตอร์แบบอังกฤษด้วยเช่นกันนั่นก็คือ ออสติน ฮีลี่ย์ (Austin Healey) ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้ายาว ท้ายสั้น แนวประตูที่ต่ำ และใหญ่กว่า ดุดันกว่า โรดสเตอร์น้ำหนักเบาอย่าง เอ็มจี โดยบุคลิกของรถแซด 3 ก็คือ เครื่องยนต์แรง ขับสบาย เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติภายนอก แต่ไม่ต้องขับขี่พริ้วมากมายนัก เรียกได้ว่า จุดขายต่างจาก มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 แบบคนละเรื่อง
เมื่อถึงเวลาจะต้องปรับโฉม บีเอ็มดับเบิ้ลยู ภายใต้การนำของ มหากูรู คริส แบงเกิล ได้นำเสนอโมเดิร์นโรดสเตอร์พันธ์แท้แบบใหม่ในปี 2002 ด้วยรถยนต์รุ่น แซด 4 ( BMW Z 4) (รหัสเรียกขานคือ E 85) ที่เรียกเสียงฮือฮาด้วยเส้นสายพริ้วลื่นไหลที่เรียกกันว่า เฟลม เซอร์เฟสซิ่ง (Flame Surfacing) หรือเปลวผิวอันพริ้วไหว อันได้แรงบันดาลใจจากรูปสลักหินอ่อนกรีกโบราณที่โดดเด่นด้วยภาพของพื้นผ้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่ดูราวกับก้อนหินนั้นมีชีวิต และรูปทรงหน้ายาว ท้ายสั้น แบบคลาสสิค บีเอ็มดับเบิ้ลยู แซด 4 ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ คริส แบงเกิล คันหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปบีเอ็มดับเบิ้ลยูก็ได้เรียนรู้จุดด้อยต่างๆของ แซด 4 รุ่น เมื่อเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นหลังคาเปิดได้แบบผ้าใบที่ยังดูสัดส่วนไม่ลงตัวนักเวลาปิดหลังคาซึ่งรถจะสวยกว่ามากตอนเปิดประทุน และคู่แข่งยังหันไปคบกับหลังคาโลหะที่เงียบกว่าและแข็งแรงกว่ากันไปหมดแล้ว ทำให้ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์กันใหม่และผลที่ได้ก็คือ “รถยนต์ชื่อเดิม” แต่เปลี่ยนใหม่แบบถอดด้าม อันมีรหัสเรียกขานว่า อี 89 ผลงานชิ้นโบว์แดงของผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบคนใหม่ของบีเอ็มดับเบิ้ลยู มร. เอเดรียน ฟอน ฮุยดอง (Adrian Von Hooydonk) อดีตมือขวาของ คริส แบงเกิล ( Chris Bangle) นั่นเอง
ในแซด 4 รุ่น อี 89 นั้นจุดด้อยต่างๆของรุ่นที่แล้วถูกลบไปสิ้นด้วยหลังคาพับได้แบบโลหะที่สะดวกสบาย และสวยงามลงตัวทั้งตอนเปิดและปิดประทุนกว่ารุ่นที่แล้วมาก ส่วนรูปโฉมใหม่นั้นก็นับได้ว่า เฉียบขาดสุดๆ โดยสัดส่วนยังคงแบบหน้ายาว(เฟื้อยยยย) ท้ายสั้นไว้เช่นเดิม แม้ฐานล้อจะยาวเท่าเดิม แต่ความยาวและความกว้างนั้นมากขึ้น แต่เตี้ยลง ทำให้รูปทรงของรุ่น อี 89 นั้นดุดันแต่เซ็กซี่กว่ารุ่นเดิมอย่างเทียบไม่ติดในทุกรายละเอียด! ส่วนห้องโดยสารนั้นก็เรียบง่ายแต่เฉียบขาดด้วยเส้นสายคมกริบ ดูหรูหราและทันสมัย ด้วยทุกข้อที่ว่ามาทำให้แซด 4 เป็นหนึ่งในรถโรดสเตอร์ที่ดูดีที่สุดในปัจจุบันคันหนึ่งและเหนือกว่าคู่แข่งเพือนร่วมชาติทั้งเบนซ์และพอร์ชอย่างไม่ต้องลุ้น และขึ้นหิ้งเป็นหนึ่งในรถยนต์คลาสสิคที่สุดตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย!

The Legend of Turin, episode 1: Bertone, Master of Geometric form












ตำนานแห่งเมืองตูริน, บทที่ 1 แบร์โตเน่ เจ้าแห่งเรขาคณิต


หากจะกล่าวถึงโลกของวงการการออกแบบรถยนต์ในยุคปัจจุบัน เราต่างก็ยอมรับกันดีว่า สถาบันที่มีบทบาทอย่างมากต่อการออกแบบรถยนต์ในยุคนี้ก็คือ สถาบันการออกแบบ อาร์ต เซ็นเตอร์ แห่งเมือง พาซาดีนา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (Art Center College of Design, Pasedena) และสถาบัน รอแยลคอลเลจ ออฟ อาร์ต แห่งกรุงลอนดอน (Royal College of Art, London) แต่ว่าหากย้อนอดีตกลับไปก่อนยุค 80 ก่อนที่สถาบันทั้งสองจะผงาดขึ้นมานั้น หากพูดถึงเรื่องของการออกแบบนั้นต่างก็รู้กันเป็นอย่างดีว่ากรุงเมกกะแห่งโลกการออกแบบนั้นอยู่ที่ประเทศอิตาลี และเป็นที่ยอมรับว่าหากผลิตภัณฑ์ได้ผ่านมือของสำนักออกแบบเหล่านั้นนอกจากจะสวยโฉบเฉี่ยวนำแฟชั่นแล้วยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้ดีอีกด้วย เพราะใครๆก็อยากได้มีโอกาสใช้สินค้าที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในอิตาลีกันทั้งนั้น โลกของเฟอร์นิเจอร์และแฟชั่นก็จะกระจุกตัวกันอยู่เมือง มิลาน แต่โลกของการออกแบบรถยนต์นั้นแยกไปอยู่ที่เมืองทางเหนือของอิตาลีที่ไม่ไกลจากมิลานนักที่มีชื่อว่า โตริโน่ หรือเรียกแบบอังกฤษก็ได้ว่า ตูริน (มิลาน, ตูริน และเจนัว เป็นเขตสามเหลี่ยมอุตสาหกรรมของอิตาลี) โดยมีสำนักออกแบบที่ดังก้องฟ้าอยู่มากมายในอดีต บ้างก็ยังคงเกรียงไกร บ้างก็ล้มหายตายจากไป เนื่องจากไม่สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ชื่อหลายๆชื่อสำหรับคนอายุอานามเกิน 30 ปีขึ้นไปนั้นก็ยังคงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น พินินฟารีนา, อิตัล ดีไซน์, ซากาโต และ แบร์โตเน่
ในแต่ละเดือนนับจากนี้ไปผู้เขียนจะขอนำเสนอ ผลงานชั้นยอดจากอดีตที่นักออกแบบรุ่นใหม่ควรที่จะทำการศึกษา และเรียนรู้ถึงแนวคิดของอัจฉริยะทางการออกแบบจากอดีต เพราะผู้เขียนเชื่อว่า การที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้มั่นคงเราก็ควรจะได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เช่นกัน และสำนักออกแบบแรกที่ขอนำเสนอในเดือนนี้ก็คือ สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ เจ้าแห่งเส้นสายเรขาคณิตและผู้ให้กำเนิด ซูเปอร์คาร์ ให้กับโลกของคนรักรถยนต์

Before the time of Art Center College from Pasadena and The Royal College of Art in London, the world of car design was based in Italy and the mecca was in Turin, the Automobile Capital of Italy, where all the big names were there ( some has gone and some are still going strong). At that time “designed in Italy” was a powerful term, everyone wanted one whether they are fashion, furniture or car design; the world looked at Italian’s Design Industries and keep followed them. If you are over 30, you might have heard or familiar with the name like, Pininfarina, Ital Design, Zagato and Bertone. Their works and history are worth study in which from this month till August I wish to present the series of Italian Car Design, their works and history. Starting this month is Stile Bertone, the Geometric Master and the founder of Super Car.


สำนักออกแบบแบร์โตเนนั้นถือกำเนิดขึ้นเกือบจะร้อยปีที่แล้วในปี 1912 ในเมืองตูริน โดยผู้ก่อตั้งมีชื่อ จิโอวานนี แบร์โตเน่ (Giovanni Bertone) ในระยะแรกเริ่มนั้นดำเนินธุรกิจต่อตัวถังรถยนต์ตามสั่งหรือที่เรียกว่า คาร์รอซเซเรีย (Carrozzeria) เนื่องจากในอดีตนั้นลูกค้าสามารถสั่งซื้อเพียงเครื่องยนต์, แชสสีร์ และระบบส่งกำลังจากผู้ผลิตรถยนต์แล้วนำมาให้เหล่าช่างฝีมือในการทำตัวถังเหล่านี้สรรสร้างผลงานในฝันได้ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจสืบเนื่องมาจากยุคที่ยังมีการใช้รถเทียมม้ากันอย่างแพร่หลายนั่นเอง แต่ชื่อเสียงของ สำนักแบร์โตเน่มาโด่งดังเอาแบบจริงๆจังๆก็เห็นจะเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของรุ่นที่ 2 ที่เป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบที่มีนามว่า นุคชิโอ แบร์โตเน่ (Nuccio Bertone) ซึ่งผลงานที่เป็นที่ทำให้ชื่อเสียงของแบร์โตเน่ เป็นที่จดจำถึงยุคนี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในยุคสมัยของ นุคชิโอ ทั้งสิ้น


The Name “Bertone” has been in business since 1912 as a Coach Builder or Carrozzeria and founded by Giovanni Bertone. But the name has been flourished as famed by the work of genius designer, Nuccio Bertone after the WWII which most of well remembered works have been done during his era under the name Stile Bertone or Bertone Studio.


ลูกค้าหลักของ แบร์โตเน่ นั้น แน่นอนว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ (และจักรยานยนต์)อิตาเลียนเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า โรมิโอ,เฟีตท, แลมโบร์กินี, มาเซอร์ราตี, แลนเซีย, แลมเบรทต้า (นานๆครั้งก็จะมี เฟอร์รารี่ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ พินินฟารีน่า หลุดเข้ามาเป็นลูกค้าด้วย) ส่วนลูกค้าจากต่างประเทศที่ใช้บริการก็มีหลากหลาย อาทิ ซีตรอง อาทิรุ่น DS, BX, ZX, และ Xantia รวมไปถึงบริษัทรถยนต์จากเกาหลีอย่าง แดวู รุ่นเอสเปอโร (ที่โดนตกเป็นผู้ต้องหา คดีคาร์บอมบ์ที่ฉาวโฉ่ในยุคนายกฯทักษิณ) รวมถึงรถยี่ห้อต่างๆบ้าง ประปราย


Their clients are mainly local car producer like Alfa Romeo, Fiat, Lamborghini, Maserati, Lancia and sometimes Ferrari (which is a loyal client of Studio Pininfarina). There international clients are several but most of the time they worked for Citroen for their DS, BX, ZX and Xantia range. They have very few clients from Asia and one of them is Daewoo, the work for Daewoo is the Italian wedge shape saloon called Espero. Whether it is not a strong selling model but Thai people are familiar with its name as it was involved in the notorious car bomb plot in the ex.PM Taksin Shinawatra.


แบร์โตเน่ ในยุคต่างๆ

ในช่วงยุค 50 นั้นประเทศอิตาลีพึ่งจะฟื้นตัวจากสภาพแพ้สงคราม รถยนต์ส่วนใหญ่ที่แบร์โตเน่ได้ออกแบบนั้นก็หนีไม่พ้นรถยนต์ขนาดเล็กอาทิ เฟียต1100 ซึ่งแพร่หลายกันอย่างมากในประเทศไทยเมื่อครั้งอดีต แต่สำนักออกแบบแบร์โตเน่ก็ได้สร้างวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ดีกว่าไว้ด้วย รถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งยุคอย่าง ซีตรอง ดีเอส 19 (Citroen DS19) หรือซีตรองหน้ากบที่คนไทยรู้จักกันดี และยังสร้างผลงานที่แสดงออกถึงความวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยเรื่องอากาศพลศาสตร์ ด้วยรถยนต์แนวคิด อัลฟ่า โรมิโอ แบท ( Alfa Romeo B.A.T) ซึ่งสร้างขึ้นมารวม 3 รุ่นคือ รุ่น B.A.T 5, 7, และ 9


Bertone in time.

During the 50’s Italy just revived from the WWII and most of the car Bertone designed for that era were mostly small and economic car such as Fiat 1100 which was very popular in Thailand and still able to see a few of them being driven in suburb area nowadays. Regarding the economic difficulties, Stile Bertone still able to showed their vision of future with several concept car like Alfa Romeo B.A.T series which is the aerodynamic exotica of that time and also presented one of the most avant-garde production car of all time, the Citroen DS 19.


ในยุค 60 นั้น เส้นสายของของรถยนต์ที่ออกมาจาก สำนักแบร์โตเน่ นั้นก็ยังคงเป็นไปตามสมัยนิยมในยุคนั้นก็คือ เน้นความโค้ง และคอดเว้าแบบสรีระของอิสตรี รถยนต์ที่โดดเด่นของ สำนักแบร์โตเน่จากยุคนั้น ก็คือ เฟอร์รารี่ 250 จีที ลุสโซ (Ferrari 250 GT Lusso), อัลฟ่า โรมิโอ จีทีเอ (Alfa Romeo GTA), อัลฟ่า โรมิโอ มอนทริออล (Alfa Romeo Montreal) และในปลายยุค 60 นี้เอง สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ ก็ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ซูเปอร์คาร์ ขึ้นบนโลกใบนี้ และยังทำคลอดซูเปอร์คาร์แสนอมตะตามๆกันออกมาอีกเป็นขบวนๆ ซูเปอร์คาร์ คันนั้นก็คือ แลมโบร์กีนี่ มิวร่า (Lamborghini Miura) แห่งยุค 60 สิ่งที่ทำให้รถยนต์คันหนึ่งๆได้ยกฐานะขึ้นเป็น ซูเปอร์คาร์ได้นั้น นอกจากจะต้องมีความเร็วสูงแล้วจะต้องมีรูปร่างเหนือจริง (Surreal) อีกด้วย และ มิวร่านี้ก็ได้แสดงให้สาธารณชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ คู่ต่อสู้ตลอดกาลของแลมโบร์กีนี่ อย่าง เฟอร์รารี่ เห็นว่า ซูเปอร์คาร์นั้นคืออะไร ซึ่งในเวลานั้นรถยนต์ที่ดีที่สุดของ เฟอร์รารี่ก็ยังไม่มีคันไหนที่มีรูปร่างสูสีกับรูปทรงที่เตี้ย แบน กว้าง และ เซ็กซี่สุดๆของมิวร่าได้เลย กว่าที่เฟอร์รารี่จะตามทันก็อีกนาน แม้ในปัจจุบันใครก็ตามที่ได้เห็นมิวร่าแบบตัวเป็นๆจะปฏิเสธไม่ได้เลยถึงความน่าตื่นเต้นแม้เพียงแค่ตาสัมผัส ลองจินตนาการกลับไปว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วการปรากฏตัวของ มิวร่า นั้นก็สร้างความน่าตื่นตาเพียงใด


During the 60’s, the work and style of Stile Bertone followed the flavor of that time with curvy body and contour inspired by female body, their famous examples are Ferrari 250GT Lusso, Alfa Romeo GTA, Alfa Romeo Montreal but the most remembered one is the first “Supercar” the world has known, the mighty Lamborghini Miura! Unlike any typical super fast car examples of that time, Miura presented with “Super Surreal” shape and form, lower, wider and sexier which later defined the definition of Supercar till now. Their presence put the world ( and Ferrari)to shock! Even seeing one today it would raise your pulse, so try imagining its presence 40 years ago how it shook the world!


ยุค 70 คือยุคทองของการออกแบบรถซุปเปอร์คาร์ของ แบร์โตเน่ และเส้นสายที่ทำให้ แบร์โตเน่ เป็นเอกลักษณ์ ก็คือรูปทรงที่เน้นเส้นสายที่เฉียบขาดแนวเรขาคณิต ซึ่งคงเป็นเอกลักษณ์ของ แบร์โตเน่ มาตราบจนถึงยุค 2000 เลยทีเดียว รถยนต์ต้นแบบที่เป็นตัวแทนของยุคนี้ล้วนเป็นผลงานรังสรรค์ของหัวหน้าทีมนักออกแบบของแบร์โตเน่ นามว่า มาร์เชลโล่ แกนดินี (Marcello Gandini) ผู้ซึ่งมีอิทธิพลกับรูปทรงของซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีต่อไปกว่า 3 ทศวรรษ ผลงานของเขาก็คือ แลนเซีย สตราโตร ซีโร่ ( Lancia Stratos Zero) รถต้นแบบล้ำจินตนาการ ที่มีรูปทรงลิ่มแบบถึงที่สุด ที่การเข้าห้องโดยสารทำได้โดยการเดินเหยี่ยบจมูกรถและเปิดกระจกบังลมหน้าเข้าไป การออกแบบของมันทุกวันนี้ยังดูล้ำยุคเป็นอมตะและได้รับเลือกให้เป็นรถของไมเคิล แจ็คสัน ในภาพยนตร์สุดพิศดารเรื่อง มูนวอร์กเกอร์ (ในเพลง สมูท คริมินัล)อีกด้วย, อัลฟ่า โรมิโอ คาราโบ (Alfa Romeo Carabo) ชื่อคาราโบนั้นแปลว่า แมงเต่าทอง ซึ่งชื่อนี้ได้มาจาก ประตูแบบกรรไกร อันโดดเด่น, ส่วนรถต้นแบบที่โดดเด่นคันอื่นๆก็ได้แก่ แลมโบร์กีนี่ บราโว( Lamborghini Bravo) และ อัลฟ่าโรมิโอ นาวาโฮ (Alfa Romeo Navajo)เป็นต้น
ในส่วนของรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายจริงในยุคนี้เห็นจะไม่มีรถคันใดในโลกเด่นเกิน รถยนต์ ลัมโบร์กีนี่ คูนทาซ (Lamborghini Countach) อันเป็นผลงานเด่นของ แกนดินี่ไปได้ องค์ประกอบประตูแบบกรรไกรของ รถรุ่น คาราโบ และเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมสันคมดุดันฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแกนดินี่ ทั้งสององค์ประกอบนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ลัมโบร์กีนี่ไปตลอดกาล


The 70’s, the Golden Age of Supercar. The era led by Marcello Gandini, the head designer of Stile Bertone, he introduced the geometric wedge shape which became Bertone’s signature for another 3 decades. His most significant concept car are Lancia Stratos Zero, the car was ultra low with surreally wedge-shaped, and unusually short and wide, the access is via stepping over the nose of the car in order to get into the car via opened windscreeen. The car later appeared in Michael Jackson's 1988 film, Moonwalker as well as in his music video for Smooth Criminal.Others interesting concept are Alfa Romeo Carabo ( carabo means beetle), it presented the radical scissor type doors which later became an essential parts of Lamborghini car till now, Lamborghini Bravo and Alfa Romeo Navajo.


ยุค 80 และ 90 สำนักออกแบบแบร์โตเน่ ยังคงทำงานออกแบบต่อมาด้วยอิทธิพลการออกแบบแนวเรขาคณิตของ แกนดินี่ อย่างต่อเนื่อง รถเด่นของยุคนี้เห็นจะไม่พ้น สุดยอดของซุปเปอร์คาร์อย่าง ลัมโบร์กีนี่ ดิอาบโล (Lamborghini Diablo) และ ซิเซต้า มอโรเดอร์ วี 16 ที ( Cizeta-Moroder V16T) ส่วนรถทั่วๆไป นั้นเส้นสายและสัดส่วนแบบเรขาคณิตของ แบร์โตเน่ แม้ว่าจะดูกระชับลงตัว แต่ก็ไม่เรียกว่าอยู่ในกระแสนิยมอีกแล้ว รวมไปถึงการถดถอยของอุตสาหกรรมรถยนต์อิตาเลียนและ การเกิดขึ้นของนักออกแบบสายเลือดใหม่จากสถาบันการออกแบบจากทั้งอังกฤษ และอเมริกา ที่รุกคืบเข้ามาแย่งชิงตลาดของการออกแบบรถยนต์ไปจากตูริน ทำให้รสชาติแบบอิตาเลียนดูจะเลือนหายออกไปจากเวทีการออกแบบเข้าทุกขณะ


The 80s and 90s, Stile Bertone still had much of the influences from Gandini’s era. The Stunning wedge form and well proportion geometric form still worked well with Super but started to lost its magic effect over mainstream car together with the collapse of Italian automotive industry led to Bertone financial crisis in the next decade. The Last series of Supercars from Stile Bertone were Lamborghini Diablo and Cizeta-Moroder V16 T, both were designed by Gandini himself.


แบร์โตเน่ ในยุค2000 นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของสำนัก ภายหลังจากการเสียชีวิตของ นุคชิโอ แบร์โตเน่ และการจากไปของ แกนดินี่ รถยนต์ที่ได้รับการผลิตจริงจากสำนักมีเพียง อัลฟ่าโรมิโอ จีที (Alfa Romeo GT) ในปี 2003 เพียงรุ่นเดียว และต่อมาสำนักออกแบบได้เข้าสู่ภาวะล้มละลายในปี2007 และประทังชีวิตบริษัทด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลรวมถึงผ่านการต่อรองซื้อขายบริษัทอีกหลายต่อหลายครั้ง และกลับขึ้นมายืนได้อีกในปี 2009 ด้วยการอุ้มชูจากคู้ค้าเก่าแก่อย่างบริษัท เฟียท ปัจจุบันได้กลับมาสร้างสรรค์ผลงานอีกครั้งหนึ่ง โดยผลงานล่าสุด 3 คันก็คือ รถต้นแบบ อัลฟ่า โรมิโอ แบท 11 (Alfa Romeo B.A.T 11)ที่สร้างขึ้นมาเป็นสมาชิกกับรถในตระกูล B.A.T จากยุค 50, แบร์โตเน่ แมนไทด์ (Mantide) และ แบร์โตเน่ แพนดิออน (Pandion) ซึ่งสองคันแรกนั้นยังคงออกแบบด้วยจิตวิญญานและเอกลักษณ์การออกแบบในสไตล์ แบร์โตเน่เท้ๆอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยการใช้มิติทรงเรขาคณิตและสัดส่วนที่อิ่มแน่นลงตัว แต่กับแพนดิออนนั้นต่างออกไปและนำแบร์โตเน่เข้าสู่ยุค ดิจิตัลดีไซน์อย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วในเล่มที่ผ่านมา


Bertone in the 2000s, this is the toughest time the company ever faced with the lost of their spiritual leader, Nuccio Bertone and also Marcello Gandini has left company. The only significant production model ever created by Stile Bertone was Alfa Romeo GT in 2003. Bertone applied for “Concordato Preventivo” in November 2007, Italy’s equivalent of United States Chapter 11 bankruptcy protection due to several years of financial losses and followed by several changing handed but in 2009 the Stile Bertone together with Carrozeria Bertone became a member of Fiat Group, their long time business partner. Now the Stile Bertone is backing on track with 3 latest creations, the B.A.T 11, a newly joined member to the “advance aerodynamic experiment concept” created by Stile Bertone in the 50’s, the Bertone Mantide and the latest one Bertone Pandion. The first two cars are featured with Bertone original flavor, the well proportion geometric shape but the Pandion is different and presented with the new design paradigm and vision which promises to re establish the Stile Bertone as one of most inspiring design studio in the digital age.


อนาคตของดีไซน์จากอิตาลีอย่าง แบร์โตเน่ จะเป็นเช่นไร จะตอบรับกับแนวคิดใหม่ๆทัศนคติใหม่ๆของโลกได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะอิตาลีนั้นแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ในหลายๆเรื่องก็ยังคงปิดตัวและอนุรักษ์นิยมอยู่มาก คงจะต้องเอาใจช่วยให้บริษัทสามารถอยู่จนฉลองครบรอบ 100ปีให้ได้และกลับมาผงาดได้อีกครั้งในฐานะ เจ้าแห่งซุปเปอร์คาร์ ผู้เขียนขอเอาใจช่วยครับ


The future of thoroughbred Italian Design studio like Stile Bertone is still uncertain whether it will be able to cope with a new attitude and demanding consumer of the 2010’s era. Italian whether being a developed country but in many dimension it is still a very conservative country, they need to adapt themselves to a new quicker pace before losing a race. I wish to see them able to celebrate their 100 years anniversary as well as backing on track as the Master of Supercar once again!