แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Porsche แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Porsche แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The return of 928!




การจุติลงมาอีกครั้งของ Porsche 928

ชื่อของปอร์เช่ รหัส 928 อาจไม่คุ้นหูสำหรับนักซิ่งรุ่นใหม่ที่รู้จักแต่ชื่อ บอกสเต้อร์, เคย์แมน, คาเยนน์, พานาเมรา กับ คาร์เรรา แต่สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไปน่าจะคุ้นเคยกับ เจ้ากบเครื่องวางหน้าขนาด V8 ที่มีตา(ไฟหน้า)แบบประหลับประเหลือก(ที่บางคนก็ว่าอัปลักษณ์ซะเหลือกำลัง แต่บ้างก็ว่าเก๋ไก๋) รถรุ่น 928 นี้เคยเป็นหนึ่งในรถขายดี ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมและการออกแบบใหม่มากมายคันหนึ่งของค่ายปอร์เช่ โดยมีอายุยืนยาวในสายการผลิตถึง 18 ปีนับตั้งแต่ยุค 80 ไปจนถึง ปลายยุค 90 เป้าหมายหลักของรถรุ่นนี้คือการเป็น “รถสปอร์ตสไตล์ผู้ใหญ่แบบ 4 ที่นั่ง” มีความนุ่มนวล แต่ก็หนักแน่น เดินทางกันได้ยาวๆประเภทซิ่งจากดอยสุเทพไปแหลมพรหมเทพ ก็ยังจิ้บๆ (แต่ค่าน้ำมันไม่จิ้บแน่) ซึ่งหลังจากปลดระวางรถรุ่น 928 ไปแล้ว ก็นับได้ว่าปอร์เช่ไม่มีรถในตลาดประเภทอีกเลย ปล่อยให้ รถสปอร์ตหรูแบบ 4 ที่นั่ง ที่เรียกกันว่าแบบ GT หรือ กันตูริสโม อย่าง เบนซ์ ซีแอล (Mercedes CL), บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซีรี่ย์ 6 (BMW 6 series), เบนท์ลีย์ จีที (Bentley Continental GT), จากัวร์ เอ็กเคอาร์ (Jaguar XKR) และ แอสตันมาร์ติน ดีบี 9 (Aston Martins DB9)นั้นทำการตลาดกันไปแล้วสบายอารมณ์ โดยปอร์เช่นั้นเหลือสปอร์ตคูเป้แบบ 4 ที่นั่งอยู่เพียงแบบเดียวก็คือรุ่น 911 (บอกตามตรงว่าที่นั่งหลังนั้น คับแคบเสียจนเหมาะกับ เด็ก และแม่ยายใจร้าย เท่านั้น)
การรอคอยนั้นจะหมดไปเมื่อมีข่าวแพร่งพรายออกมาว่า ปอร์เช่มีโครงการจะฟื้นตำนานสปอร์ตหรู 4 ที่นั่ง อีกครั้งโดยอาศัยการดัดแปลงแพลตฟอร์มของซูเปอร์ซาลูนอย่าง “พานาเมรา” (Panamera) มาตัดให้สั้นเข้า ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สปอร์ต 2 ประตูเครื่องใหญ่แบบ8 สูบ (10สูบนั้นกำลังรอการพัฒนา) เครื่องวางหน้า ที่ใช้เครื่องยนต์กลไกร่วมกับ พานาเมรา ถึงกว่า 60% และแม้ว่าจะตัดฐานล้อให้สั้นเข้าแต่เชื่อว่าที่นั่งด้านหลังก็ยังคงนั่งได้ “ดีกว่า” รุ่น 911 ที่เหมาะเอาไว้แก้แค้นแม่ยายอย่างแน่นอน

เรื่องของเครื่องยนต์นั้นเป็นที่เชื่อได้ว่า เครื่องรุ่นต่างๆของ คาเยนน์ (Cayenne) หรือ พานาเมรา (Panamera) นั้นก็น่าจะได้รับการพิจารณาให้บรรจุลงในห้องเครื่องของ 928 ใหม่ด้วยเช่นกัน และที่แน่ๆก็คือ น่าจะมีการปลุกฟื้นระบบเกียร์แบบ ทรานแอคเซิล (Transaxle) อันเป็นเอกลักษณ์ดั่งเดิมของรุ่น 928 กลับมาใช้อีกครั้ง ระบบนี้เป็นการสร้างสมดุลของการกระจายน้ำหนักโดยนำเอา ห้องเกียร์ทั้งหมดไปอยู่บริเวณเพลาหลังเพื่อให้การกระจายน้ำหนักระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเป็นไปอย่างได้สมดุลที่สุด

ด้านรูปโฉมนั้น ที่เราเห็นก็เป็นการคาดเดาของสื่อต่างประเทศว่า 928 น่าจะมีรูปลักษณ์เป็นไปในทางใด ผู้เขียนเองก็มีความเชื่อว่า เนื่องจากปอร์เช่ได้รับบทเรียนเรื่องของรูปลักษณ์ที่ผู้บริโภค “นิยม” มาหลายบทแล้ว คงจะไม่กล้าแหวกแนวไปในทางใด และเนื่องจากให้เครื่องยนต์กลไกร่วมกับ พานาเมรา ถึงเกินกว่า 60% ยิ่งทำให้ ดิ้นได้ยากขึ้นไปอีก เชื่อได้ว่าผลลัพธ์น่าจะไม่ต่างจากภาพซักเท่าใดคือ คงจะเหมือนกับ 911 คันใหญ่ๆที่มีสัดส่วนหน้ายาวท้ายสั้นในสไตล์รถแบบ GT นั่นเอง

เชื่อได้ว่าการกลับเข้ามาสู่สังเวียนรถแบบ GT ของปอร์เช่ในครั้งนี้คงทำให้ค่ายรถอื่นๆหนาวๆร้อนๆกันเป็นแถวๆอย่างแน่นอน

RUF RT12S รถสำหรับแฟนพันธ์แท้เท่านั้น



“Porsche ของพี่คันนี้สวยจัง”... “เอ้อ คันนี้ไม่ใช่ Porsche ธรรมดาครับ มันคือ รูฟ อาร์ที12 เอส (RUF RT12S)”... “แล้วมันต่างกับ Porsche ธรรมดายังไงคะเนี่ย?” นี่ก็คงจะเป็นคำถามที่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถคันนี้คงจะต้องได้รับและต้องไขข้อข้องใจให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอๆ ว่าที่ไม่ใช่พอร์ช “ธรรมดา” และที่จ่ายแพงกว่าไปนั้น จ่ายไปให้กับอะไรบ้าง? ใช่ครับเพราะหากไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ชมรมผู้รัก “กบหลังค่อม” ก็อาจจะแยกไม่ออกว่า นี่ไม่ใช่เจ้ากบหลังค่อมสายพันธ์เยอรมันแบบ “ดาดๆ” ที่เห็นกันทั่วไป และด้วยสมรรถนะที่ดุดัน เกรี้ยวกราด มันไม่เหมาะกับผู้ที่ “เริ่มเล่น” แต่เป็นของเล่นชั้นยอดสำหรับผู้ที่ “มือถึง” แล้วเท่านั้น และเหมาะที่จะเป็นเพชรยอดมงกุฏชั้นเยี่ยมในคอลเล็กชั่นของคอพอร์ชพันธ์แท้มากกว่า

ด้วยหน้าตาชนิดต้องเป็นแฟนพันธ์แท้จึงจะแยกออก และด้วยราคาระดับซุปเปอร์คาร์ ที่เทียบกันแล้วตัวเลือกอื่นๆดูดึงดูดสายตาคนรอบข้างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ 430 หรือ แลมบอร์กีนี่ การ์ญาโด (Ferrari 430 & Lamborghini Gallardo) จากการสังเกตุเวลาขับรูฟไปในที่ต่างๆดูจะไม่ต่อยอยู่ในสายตาชาวบ้านเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคันที่เราทำการทดสอบนั้นเป็นสีดำยิ่งทำให้รู้สึกว่า เหมาะกับคนที่ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาเป็นอย่างยิ่ง

ภายนอกนั้นจุดที่แยก รูฟ ออกจากพอร์ชเทอร์โบธรรมดาได้ชัดเจนมีด้วยกัน 3 จุดคือ 1. ช่องดูดอากาศเข้าสู่อินเตอร์คูลเลอร์ที่ใหญ่และอยู่เหนือซุ้มล้อหลังช่วยสร้างแรงกดทางอากาศพลศาสตร์ได้เหนือกว่าแบบมาตรฐาน 2. สปอยเลอร์ท้าย 2 ชั้นแบบของรูฟเอง 3. ล้อแม๊ก 5 ก้านลายเอกลักษณ์ของรูฟ ที่หล่อและเนี้ยบลงตัว ส่วนกันชนหน้าและหลังนั้นแม้ว่าจะดูดีเอามากๆแต่หากไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ก็อาจจะดูไม่ออกว่าต่างกับรุ่นธรรมดาตรงไหนได้เหมือนกัน

ภายในนั้นการใส่ในรายละเอียดถือเป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทางรูฟทำได้ดี โดยรูฟได้เลือกวัสดุที่บ่งบอกถึงความแรงและความหรูหรามาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างสง่างามน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังลายคาร์บอนสาน, หนังกลับ (อัลคันทารา), และตกแต่งทริมต่างๆด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แท้ รวมไปถึงหน้าปัดพร้อมโลโก้ของรูฟเอง ที่ระบุความเร็วไว้ถึง 370 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนด้านที่นั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้านั้น เป็นบัคเก็ตซีท (Bucket Seat)แบบปรับเอนไม่ได้ในสไตล์รถแข่ง (แต่ก็ไม่เมื่อยล้าแต่ประการใด) ที่ให้ความกระชับ ไม่หวั่นแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้ง และส่งผ่านความรู้สึกของตัวรถมาสู่ผู้ขับขี่ได้อย่าง "เต็มๆ" ได้ว่า พร้อมซิ่ง! ส่วนที่นั่งด้านหลังนั้นจะรันทดเล็กน้อย เพราะนอกจากจะเข้ายากเนื่องจากเบาะหน้าที่พับไม่ได้แล้ว ยังจะต้องเจอกับ “ค้ำตัวถัง” ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon fiber)ที่ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวถัง ขวางทางเข้าที่นั่งหลัง จนเผลอรู้สึกไปว่า หากมีใครต้องเข้าไปนั่งจริงๆคงจะรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะยังไงยังงั้น เพราะต้องคอยเกาะคานค้ำตัวถังไปด้วยตลอดมิเช่นนั้นอาจต้องถึงวาระเปลี่ยนฟันหน้ายกแผงก่อนกำหนดได้หากคนขับต้องเบรคกระทันหัน ก็ภาวนาว่าอย่าต้องมีใครไปนั่งด้านหลังเลย

สรุปว่าในด้านรูปโฉมและการออกแบบนั้น คนที่ชอบรถ สวย ห้าว (ดุดันสุดๆ) แต่ไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตา คันนี้แหละใช่เลย!