วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Legend of Turin, episode 1: Bertone, Master of Geometric form












ตำนานแห่งเมืองตูริน, บทที่ 1 แบร์โตเน่ เจ้าแห่งเรขาคณิต


หากจะกล่าวถึงโลกของวงการการออกแบบรถยนต์ในยุคปัจจุบัน เราต่างก็ยอมรับกันดีว่า สถาบันที่มีบทบาทอย่างมากต่อการออกแบบรถยนต์ในยุคนี้ก็คือ สถาบันการออกแบบ อาร์ต เซ็นเตอร์ แห่งเมือง พาซาดีนา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (Art Center College of Design, Pasedena) และสถาบัน รอแยลคอลเลจ ออฟ อาร์ต แห่งกรุงลอนดอน (Royal College of Art, London) แต่ว่าหากย้อนอดีตกลับไปก่อนยุค 80 ก่อนที่สถาบันทั้งสองจะผงาดขึ้นมานั้น หากพูดถึงเรื่องของการออกแบบนั้นต่างก็รู้กันเป็นอย่างดีว่ากรุงเมกกะแห่งโลกการออกแบบนั้นอยู่ที่ประเทศอิตาลี และเป็นที่ยอมรับว่าหากผลิตภัณฑ์ได้ผ่านมือของสำนักออกแบบเหล่านั้นนอกจากจะสวยโฉบเฉี่ยวนำแฟชั่นแล้วยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้ดีอีกด้วย เพราะใครๆก็อยากได้มีโอกาสใช้สินค้าที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในอิตาลีกันทั้งนั้น โลกของเฟอร์นิเจอร์และแฟชั่นก็จะกระจุกตัวกันอยู่เมือง มิลาน แต่โลกของการออกแบบรถยนต์นั้นแยกไปอยู่ที่เมืองทางเหนือของอิตาลีที่ไม่ไกลจากมิลานนักที่มีชื่อว่า โตริโน่ หรือเรียกแบบอังกฤษก็ได้ว่า ตูริน (มิลาน, ตูริน และเจนัว เป็นเขตสามเหลี่ยมอุตสาหกรรมของอิตาลี) โดยมีสำนักออกแบบที่ดังก้องฟ้าอยู่มากมายในอดีต บ้างก็ยังคงเกรียงไกร บ้างก็ล้มหายตายจากไป เนื่องจากไม่สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ชื่อหลายๆชื่อสำหรับคนอายุอานามเกิน 30 ปีขึ้นไปนั้นก็ยังคงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น พินินฟารีนา, อิตัล ดีไซน์, ซากาโต และ แบร์โตเน่
ในแต่ละเดือนนับจากนี้ไปผู้เขียนจะขอนำเสนอ ผลงานชั้นยอดจากอดีตที่นักออกแบบรุ่นใหม่ควรที่จะทำการศึกษา และเรียนรู้ถึงแนวคิดของอัจฉริยะทางการออกแบบจากอดีต เพราะผู้เขียนเชื่อว่า การที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้มั่นคงเราก็ควรจะได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เช่นกัน และสำนักออกแบบแรกที่ขอนำเสนอในเดือนนี้ก็คือ สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ เจ้าแห่งเส้นสายเรขาคณิตและผู้ให้กำเนิด ซูเปอร์คาร์ ให้กับโลกของคนรักรถยนต์

Before the time of Art Center College from Pasadena and The Royal College of Art in London, the world of car design was based in Italy and the mecca was in Turin, the Automobile Capital of Italy, where all the big names were there ( some has gone and some are still going strong). At that time “designed in Italy” was a powerful term, everyone wanted one whether they are fashion, furniture or car design; the world looked at Italian’s Design Industries and keep followed them. If you are over 30, you might have heard or familiar with the name like, Pininfarina, Ital Design, Zagato and Bertone. Their works and history are worth study in which from this month till August I wish to present the series of Italian Car Design, their works and history. Starting this month is Stile Bertone, the Geometric Master and the founder of Super Car.


สำนักออกแบบแบร์โตเนนั้นถือกำเนิดขึ้นเกือบจะร้อยปีที่แล้วในปี 1912 ในเมืองตูริน โดยผู้ก่อตั้งมีชื่อ จิโอวานนี แบร์โตเน่ (Giovanni Bertone) ในระยะแรกเริ่มนั้นดำเนินธุรกิจต่อตัวถังรถยนต์ตามสั่งหรือที่เรียกว่า คาร์รอซเซเรีย (Carrozzeria) เนื่องจากในอดีตนั้นลูกค้าสามารถสั่งซื้อเพียงเครื่องยนต์, แชสสีร์ และระบบส่งกำลังจากผู้ผลิตรถยนต์แล้วนำมาให้เหล่าช่างฝีมือในการทำตัวถังเหล่านี้สรรสร้างผลงานในฝันได้ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจสืบเนื่องมาจากยุคที่ยังมีการใช้รถเทียมม้ากันอย่างแพร่หลายนั่นเอง แต่ชื่อเสียงของ สำนักแบร์โตเน่มาโด่งดังเอาแบบจริงๆจังๆก็เห็นจะเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของรุ่นที่ 2 ที่เป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบที่มีนามว่า นุคชิโอ แบร์โตเน่ (Nuccio Bertone) ซึ่งผลงานที่เป็นที่ทำให้ชื่อเสียงของแบร์โตเน่ เป็นที่จดจำถึงยุคนี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในยุคสมัยของ นุคชิโอ ทั้งสิ้น


The Name “Bertone” has been in business since 1912 as a Coach Builder or Carrozzeria and founded by Giovanni Bertone. But the name has been flourished as famed by the work of genius designer, Nuccio Bertone after the WWII which most of well remembered works have been done during his era under the name Stile Bertone or Bertone Studio.


ลูกค้าหลักของ แบร์โตเน่ นั้น แน่นอนว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ (และจักรยานยนต์)อิตาเลียนเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า โรมิโอ,เฟีตท, แลมโบร์กินี, มาเซอร์ราตี, แลนเซีย, แลมเบรทต้า (นานๆครั้งก็จะมี เฟอร์รารี่ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ พินินฟารีน่า หลุดเข้ามาเป็นลูกค้าด้วย) ส่วนลูกค้าจากต่างประเทศที่ใช้บริการก็มีหลากหลาย อาทิ ซีตรอง อาทิรุ่น DS, BX, ZX, และ Xantia รวมไปถึงบริษัทรถยนต์จากเกาหลีอย่าง แดวู รุ่นเอสเปอโร (ที่โดนตกเป็นผู้ต้องหา คดีคาร์บอมบ์ที่ฉาวโฉ่ในยุคนายกฯทักษิณ) รวมถึงรถยี่ห้อต่างๆบ้าง ประปราย


Their clients are mainly local car producer like Alfa Romeo, Fiat, Lamborghini, Maserati, Lancia and sometimes Ferrari (which is a loyal client of Studio Pininfarina). There international clients are several but most of the time they worked for Citroen for their DS, BX, ZX and Xantia range. They have very few clients from Asia and one of them is Daewoo, the work for Daewoo is the Italian wedge shape saloon called Espero. Whether it is not a strong selling model but Thai people are familiar with its name as it was involved in the notorious car bomb plot in the ex.PM Taksin Shinawatra.


แบร์โตเน่ ในยุคต่างๆ

ในช่วงยุค 50 นั้นประเทศอิตาลีพึ่งจะฟื้นตัวจากสภาพแพ้สงคราม รถยนต์ส่วนใหญ่ที่แบร์โตเน่ได้ออกแบบนั้นก็หนีไม่พ้นรถยนต์ขนาดเล็กอาทิ เฟียต1100 ซึ่งแพร่หลายกันอย่างมากในประเทศไทยเมื่อครั้งอดีต แต่สำนักออกแบบแบร์โตเน่ก็ได้สร้างวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ดีกว่าไว้ด้วย รถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งยุคอย่าง ซีตรอง ดีเอส 19 (Citroen DS19) หรือซีตรองหน้ากบที่คนไทยรู้จักกันดี และยังสร้างผลงานที่แสดงออกถึงความวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยเรื่องอากาศพลศาสตร์ ด้วยรถยนต์แนวคิด อัลฟ่า โรมิโอ แบท ( Alfa Romeo B.A.T) ซึ่งสร้างขึ้นมารวม 3 รุ่นคือ รุ่น B.A.T 5, 7, และ 9


Bertone in time.

During the 50’s Italy just revived from the WWII and most of the car Bertone designed for that era were mostly small and economic car such as Fiat 1100 which was very popular in Thailand and still able to see a few of them being driven in suburb area nowadays. Regarding the economic difficulties, Stile Bertone still able to showed their vision of future with several concept car like Alfa Romeo B.A.T series which is the aerodynamic exotica of that time and also presented one of the most avant-garde production car of all time, the Citroen DS 19.


ในยุค 60 นั้น เส้นสายของของรถยนต์ที่ออกมาจาก สำนักแบร์โตเน่ นั้นก็ยังคงเป็นไปตามสมัยนิยมในยุคนั้นก็คือ เน้นความโค้ง และคอดเว้าแบบสรีระของอิสตรี รถยนต์ที่โดดเด่นของ สำนักแบร์โตเน่จากยุคนั้น ก็คือ เฟอร์รารี่ 250 จีที ลุสโซ (Ferrari 250 GT Lusso), อัลฟ่า โรมิโอ จีทีเอ (Alfa Romeo GTA), อัลฟ่า โรมิโอ มอนทริออล (Alfa Romeo Montreal) และในปลายยุค 60 นี้เอง สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ ก็ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ซูเปอร์คาร์ ขึ้นบนโลกใบนี้ และยังทำคลอดซูเปอร์คาร์แสนอมตะตามๆกันออกมาอีกเป็นขบวนๆ ซูเปอร์คาร์ คันนั้นก็คือ แลมโบร์กีนี่ มิวร่า (Lamborghini Miura) แห่งยุค 60 สิ่งที่ทำให้รถยนต์คันหนึ่งๆได้ยกฐานะขึ้นเป็น ซูเปอร์คาร์ได้นั้น นอกจากจะต้องมีความเร็วสูงแล้วจะต้องมีรูปร่างเหนือจริง (Surreal) อีกด้วย และ มิวร่านี้ก็ได้แสดงให้สาธารณชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ คู่ต่อสู้ตลอดกาลของแลมโบร์กีนี่ อย่าง เฟอร์รารี่ เห็นว่า ซูเปอร์คาร์นั้นคืออะไร ซึ่งในเวลานั้นรถยนต์ที่ดีที่สุดของ เฟอร์รารี่ก็ยังไม่มีคันไหนที่มีรูปร่างสูสีกับรูปทรงที่เตี้ย แบน กว้าง และ เซ็กซี่สุดๆของมิวร่าได้เลย กว่าที่เฟอร์รารี่จะตามทันก็อีกนาน แม้ในปัจจุบันใครก็ตามที่ได้เห็นมิวร่าแบบตัวเป็นๆจะปฏิเสธไม่ได้เลยถึงความน่าตื่นเต้นแม้เพียงแค่ตาสัมผัส ลองจินตนาการกลับไปว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วการปรากฏตัวของ มิวร่า นั้นก็สร้างความน่าตื่นตาเพียงใด


During the 60’s, the work and style of Stile Bertone followed the flavor of that time with curvy body and contour inspired by female body, their famous examples are Ferrari 250GT Lusso, Alfa Romeo GTA, Alfa Romeo Montreal but the most remembered one is the first “Supercar” the world has known, the mighty Lamborghini Miura! Unlike any typical super fast car examples of that time, Miura presented with “Super Surreal” shape and form, lower, wider and sexier which later defined the definition of Supercar till now. Their presence put the world ( and Ferrari)to shock! Even seeing one today it would raise your pulse, so try imagining its presence 40 years ago how it shook the world!


ยุค 70 คือยุคทองของการออกแบบรถซุปเปอร์คาร์ของ แบร์โตเน่ และเส้นสายที่ทำให้ แบร์โตเน่ เป็นเอกลักษณ์ ก็คือรูปทรงที่เน้นเส้นสายที่เฉียบขาดแนวเรขาคณิต ซึ่งคงเป็นเอกลักษณ์ของ แบร์โตเน่ มาตราบจนถึงยุค 2000 เลยทีเดียว รถยนต์ต้นแบบที่เป็นตัวแทนของยุคนี้ล้วนเป็นผลงานรังสรรค์ของหัวหน้าทีมนักออกแบบของแบร์โตเน่ นามว่า มาร์เชลโล่ แกนดินี (Marcello Gandini) ผู้ซึ่งมีอิทธิพลกับรูปทรงของซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีต่อไปกว่า 3 ทศวรรษ ผลงานของเขาก็คือ แลนเซีย สตราโตร ซีโร่ ( Lancia Stratos Zero) รถต้นแบบล้ำจินตนาการ ที่มีรูปทรงลิ่มแบบถึงที่สุด ที่การเข้าห้องโดยสารทำได้โดยการเดินเหยี่ยบจมูกรถและเปิดกระจกบังลมหน้าเข้าไป การออกแบบของมันทุกวันนี้ยังดูล้ำยุคเป็นอมตะและได้รับเลือกให้เป็นรถของไมเคิล แจ็คสัน ในภาพยนตร์สุดพิศดารเรื่อง มูนวอร์กเกอร์ (ในเพลง สมูท คริมินัล)อีกด้วย, อัลฟ่า โรมิโอ คาราโบ (Alfa Romeo Carabo) ชื่อคาราโบนั้นแปลว่า แมงเต่าทอง ซึ่งชื่อนี้ได้มาจาก ประตูแบบกรรไกร อันโดดเด่น, ส่วนรถต้นแบบที่โดดเด่นคันอื่นๆก็ได้แก่ แลมโบร์กีนี่ บราโว( Lamborghini Bravo) และ อัลฟ่าโรมิโอ นาวาโฮ (Alfa Romeo Navajo)เป็นต้น
ในส่วนของรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายจริงในยุคนี้เห็นจะไม่มีรถคันใดในโลกเด่นเกิน รถยนต์ ลัมโบร์กีนี่ คูนทาซ (Lamborghini Countach) อันเป็นผลงานเด่นของ แกนดินี่ไปได้ องค์ประกอบประตูแบบกรรไกรของ รถรุ่น คาราโบ และเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมสันคมดุดันฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแกนดินี่ ทั้งสององค์ประกอบนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ลัมโบร์กีนี่ไปตลอดกาล


The 70’s, the Golden Age of Supercar. The era led by Marcello Gandini, the head designer of Stile Bertone, he introduced the geometric wedge shape which became Bertone’s signature for another 3 decades. His most significant concept car are Lancia Stratos Zero, the car was ultra low with surreally wedge-shaped, and unusually short and wide, the access is via stepping over the nose of the car in order to get into the car via opened windscreeen. The car later appeared in Michael Jackson's 1988 film, Moonwalker as well as in his music video for Smooth Criminal.Others interesting concept are Alfa Romeo Carabo ( carabo means beetle), it presented the radical scissor type doors which later became an essential parts of Lamborghini car till now, Lamborghini Bravo and Alfa Romeo Navajo.


ยุค 80 และ 90 สำนักออกแบบแบร์โตเน่ ยังคงทำงานออกแบบต่อมาด้วยอิทธิพลการออกแบบแนวเรขาคณิตของ แกนดินี่ อย่างต่อเนื่อง รถเด่นของยุคนี้เห็นจะไม่พ้น สุดยอดของซุปเปอร์คาร์อย่าง ลัมโบร์กีนี่ ดิอาบโล (Lamborghini Diablo) และ ซิเซต้า มอโรเดอร์ วี 16 ที ( Cizeta-Moroder V16T) ส่วนรถทั่วๆไป นั้นเส้นสายและสัดส่วนแบบเรขาคณิตของ แบร์โตเน่ แม้ว่าจะดูกระชับลงตัว แต่ก็ไม่เรียกว่าอยู่ในกระแสนิยมอีกแล้ว รวมไปถึงการถดถอยของอุตสาหกรรมรถยนต์อิตาเลียนและ การเกิดขึ้นของนักออกแบบสายเลือดใหม่จากสถาบันการออกแบบจากทั้งอังกฤษ และอเมริกา ที่รุกคืบเข้ามาแย่งชิงตลาดของการออกแบบรถยนต์ไปจากตูริน ทำให้รสชาติแบบอิตาเลียนดูจะเลือนหายออกไปจากเวทีการออกแบบเข้าทุกขณะ


The 80s and 90s, Stile Bertone still had much of the influences from Gandini’s era. The Stunning wedge form and well proportion geometric form still worked well with Super but started to lost its magic effect over mainstream car together with the collapse of Italian automotive industry led to Bertone financial crisis in the next decade. The Last series of Supercars from Stile Bertone were Lamborghini Diablo and Cizeta-Moroder V16 T, both were designed by Gandini himself.


แบร์โตเน่ ในยุค2000 นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของสำนัก ภายหลังจากการเสียชีวิตของ นุคชิโอ แบร์โตเน่ และการจากไปของ แกนดินี่ รถยนต์ที่ได้รับการผลิตจริงจากสำนักมีเพียง อัลฟ่าโรมิโอ จีที (Alfa Romeo GT) ในปี 2003 เพียงรุ่นเดียว และต่อมาสำนักออกแบบได้เข้าสู่ภาวะล้มละลายในปี2007 และประทังชีวิตบริษัทด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลรวมถึงผ่านการต่อรองซื้อขายบริษัทอีกหลายต่อหลายครั้ง และกลับขึ้นมายืนได้อีกในปี 2009 ด้วยการอุ้มชูจากคู้ค้าเก่าแก่อย่างบริษัท เฟียท ปัจจุบันได้กลับมาสร้างสรรค์ผลงานอีกครั้งหนึ่ง โดยผลงานล่าสุด 3 คันก็คือ รถต้นแบบ อัลฟ่า โรมิโอ แบท 11 (Alfa Romeo B.A.T 11)ที่สร้างขึ้นมาเป็นสมาชิกกับรถในตระกูล B.A.T จากยุค 50, แบร์โตเน่ แมนไทด์ (Mantide) และ แบร์โตเน่ แพนดิออน (Pandion) ซึ่งสองคันแรกนั้นยังคงออกแบบด้วยจิตวิญญานและเอกลักษณ์การออกแบบในสไตล์ แบร์โตเน่เท้ๆอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยการใช้มิติทรงเรขาคณิตและสัดส่วนที่อิ่มแน่นลงตัว แต่กับแพนดิออนนั้นต่างออกไปและนำแบร์โตเน่เข้าสู่ยุค ดิจิตัลดีไซน์อย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วในเล่มที่ผ่านมา


Bertone in the 2000s, this is the toughest time the company ever faced with the lost of their spiritual leader, Nuccio Bertone and also Marcello Gandini has left company. The only significant production model ever created by Stile Bertone was Alfa Romeo GT in 2003. Bertone applied for “Concordato Preventivo” in November 2007, Italy’s equivalent of United States Chapter 11 bankruptcy protection due to several years of financial losses and followed by several changing handed but in 2009 the Stile Bertone together with Carrozeria Bertone became a member of Fiat Group, their long time business partner. Now the Stile Bertone is backing on track with 3 latest creations, the B.A.T 11, a newly joined member to the “advance aerodynamic experiment concept” created by Stile Bertone in the 50’s, the Bertone Mantide and the latest one Bertone Pandion. The first two cars are featured with Bertone original flavor, the well proportion geometric shape but the Pandion is different and presented with the new design paradigm and vision which promises to re establish the Stile Bertone as one of most inspiring design studio in the digital age.


อนาคตของดีไซน์จากอิตาลีอย่าง แบร์โตเน่ จะเป็นเช่นไร จะตอบรับกับแนวคิดใหม่ๆทัศนคติใหม่ๆของโลกได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะอิตาลีนั้นแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ในหลายๆเรื่องก็ยังคงปิดตัวและอนุรักษ์นิยมอยู่มาก คงจะต้องเอาใจช่วยให้บริษัทสามารถอยู่จนฉลองครบรอบ 100ปีให้ได้และกลับมาผงาดได้อีกครั้งในฐานะ เจ้าแห่งซุปเปอร์คาร์ ผู้เขียนขอเอาใจช่วยครับ


The future of thoroughbred Italian Design studio like Stile Bertone is still uncertain whether it will be able to cope with a new attitude and demanding consumer of the 2010’s era. Italian whether being a developed country but in many dimension it is still a very conservative country, they need to adapt themselves to a new quicker pace before losing a race. I wish to see them able to celebrate their 100 years anniversary as well as backing on track as the Master of Supercar once again!

A new face of a Gentlemen’s car?






โฉมหน้าของยนตรกรรมสำหรับสุภาพบุรุษ?


รถยนต์ในปัจจุบันนี้ร้อยทั้งร้อยออกแบบโดยทีมของคนหนุ่ม (จะมีสาวๆบ้างก็นิดหน่อย) ดังนั้นมุมมองของพวกเขาก็จะสะท้อนความชอบและรสนิยมส่วนตัวของคนวัยหนุ่มระดับยี่สิบถึงสามสิบต้นๆ ที่ชอบความสนุกสนาน ท้าทาย และการแข่งขันออกมาไม่มากก็น้อย (แต่ก็ยังดีกว่าบางบริษัทที่ให้นักการเงิน มาช่วยออกแบบด้วย ซึ่งเฟล่าแฟชั่นนิสต้า ทั้งหลายก็มักจะค่อนแคะว่า รถยนต์ที่เราเห็นกันนั้นดูแล้วเป็นรถยนต์เสียเหลือเกิน คงจะสนุกหากมี“กูรู” สักคนบอกบริษัทรถยนต์ว่า “ฟังทางนี้พวกท่านทั้งหลาย เลิกสร้างรถยนต์หน้าตาเหมือนของเล่นเสียทีจะได้ไหม ฉันจะบอกให้ว่ารถยนต์ที่มันเริ่ดจริงๆมันเป็นอย่างไร”

The world of Automotive Design is the world led by young “male” designer (of course some are female), their works reflect their personality, they love something fun, wild, cheerful (not a wrong thing anyway). Of course, their taste are better than tasteless Joe and Jane however some fashionistas are criticized and look down on their work that those are too typical and car-like in design and wish to see “Guru” steps in and offer what is a truly “tasteful” design.

ซีตรองแบรนด์แห่งความภาคภูมิด้านความคิดอันก้าวล้ำของชาวฝรั่งเศสได้จับมือกับพันธมิตรสื่อสารมวลชนด้านแฟชั่นชายชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง นิตยสาร GQ ร่วมกันนำเสนอตัวแทนแห่งยนตรกรรมสำหรับชายชาตรีแห่งศตวรรษที่ 21 ผลลัพท์ที่ได้คือ GQbyCitroen รถยนต์ต้นแบบลำนล่าสุดที่เปิดตัวในงานแสดงรถยนต์แห่งกรุงเจนีวาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ และนับเป็นครั้งแรกที่นิตยสารจากสหราชอาณาจักรได้ประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในลักษณะนี้

The GQbyCITROEN is a concept car born through a unique partnership between the UK’s market-leading quality men’s lifestyle monthly magazine and a team of Citroen designers, collaborating to create the ultimate gentleman’s drive. This is the first time a British magazine has collaborated with a car company in this way.
พัฒนาขึ้นจากบรีฟของบรรณาธิการนิตยสาร GQ, นายดีแลน โจนส์, ทีมออกแบบของ ซีตรอง ซึ่งนำโดยนักออกแบบหนุ่มชาวอังกฤษ นายมาร์ค ลอยด์ ผู้ซึ่งเป็นฝากผลงานการออกแบบไว้กับรถยนต์ซีตรองรุ่น DS3 ใหม่ ในรถรุ่น GQbyCITROEN นี้เขาได้อาศัยแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบรุ่น GT (ที่ทางไอดีไซน์เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว เป็นรุ่นที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาสำหรับเกมส์ขับรถ กรันตูริสโม นั่นเอง) และผสมผสานเข้ากับบุคลิกของซีตรองมาใช้เป็นจุดตั้งต้น

Responding to a brief by GQ’s editor, Dylan Jones, Citroen’s team, headed by British designer – and the man responsible for the new Citroen DS3 – Mark Lloyd, took a new look at the GT theme and integrated it with a typical Citroen design approach bringing GQbyCITROEN from design outline to concept reality.

รถต้นแบบ GQbyCITROEN นี้ผสมผสานองค์ประกอบการออกแบบในสไตล์คลาสสิคที่รุ่มรวยรายละเอียด กับสไตล์ร่วมสมัยในส่วนของส่วนหน้า ส่วนท้าย และเส้นสายด้านข้างลำตัว รวมถึงกระจกหลังทรงเว้าอันเป็นเอกลักษณ์ของซีตรองมาช้านาน เข้าด้วยกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

GQbyCITROEN dramatically combines classically sophisticated features and contemporary styling with a sculpted front end, rounded rear, strong body contours and sleek concave rear windscreen – a signature Citroen design.

การเข้าสู่ห้องโดยสารนั้นเป็นในสไตล์รถต้นแบบแท้ก็คือ แบบเปิดไปทางด้านหลัง ซึ่งคุณจะพบกับห้องโดยสารที่โออ่า เชื้อเชิญ และดูล้ำอนาคต และเพื่อให้เป็นรถสำหรับสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบอย่างแท้จริง การตกแต่งภายในนั้นตกเป็นหน้าที่ของห้องเสื้อชายชั้นสูงแบรนด์เก่าแก่ อี.เทาว์ซ (E.Tautz) จากย่าน ซาวิลล์ โรวว์ (Savile Row) ของอังกฤษ (ย่านที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมของนักตัวสูทสุภาพบุรุษที่มีตำนานยาวนานของลอนดอน), นายแพททริค แกรนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ แบรนด์ กล่าวว่า “เสื้อผ้าที่สั่งตัดจากย่าน ซาวิลล์ โรวว์ นั้นจุดเด่นก็คือความสมดุลและลงตัว และแบรนด์ เทาว์ซ นั้นก็นำเสนอบุคลิกภาพแบบทหารที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาให้กับการตกแต่งภายในอันเสริมกันดีกับการออกแบบตัวถังสไตล์ฝรั่งเศสที่ฟู่ฟ่า

The car’s cabin is accessed by rear coach doors and reveals a spacious, comfortable and futuristic cabin. Completing the car’s bespoke styling; the interior detailing and upholstery selections were provided by Patrick Grant, the Creative Director of prestigious Savile Row tailors, E.Tautz, who commented: “Savile Row is all about balance and Tautz's simple military inspired interior is the perfect counterpoint to the Gallic flair of the exterior.”

นายดีแลน โจนส์ ผู้นำเสนอแนวคิดทั้งหมดได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการออกแบบไว้ว่า “ผมต้องเห็นสิ่งที่ใช้งานได้ลงตัว แต่ในเวลาเดียวกันต้องดูเจ๋ง และให้ความรู้สึกที่เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร บางสิ่งที่ดูไม่เหมือนกับรถแนวคิดทั่วๆไป รถของนิตยสาร GQ นั้นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจัยปรารถนา’ และในเวลาเดียวกันต้องเห็นได้ รู้สึกได้ และขับได้ ในแบบที่ไม่มีคนสติสมประกอบคนใดเลือกจะปฏิเสธ เราต้องการใหมันดูแล้วพิเศษสุดๆ”

Dylan Jones commented: “I wanted something practical, something cool, and something idiosyncratic – i.e. something surprising that didn’t just look like a concept car. The GQ car needed to have the ‘want’ factor, but it also needed to look, feel and ‘drive’ like the sort of car no sane man could choose to ignore. We think it looks very very special.”

ในด้านของสมถรรนะและความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมนั้นก็ถือเป็นโจทย์ที่สำคัญยิ่งของโปรเจคนี้ (แน่นอนว่ารถต้นแบบนั้นไม่มีใครพลาดที่จะแสดงตัวเลขสุดหวือหวาแบบที่ทำจริงไม่ได้ในชีวิตจริงอยู่แล้ว..ผู้เขียน) รถ GQbyCITROEN นี้ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั้กอินไฮบริด ร่วมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเบนซินแบบไดเร็คอินเจ็คชั่นขนาด 1,598 ซีซี ที่ทำอัตราเร่งได้หวือหวา 0-100 กม/ชม ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุดระดับ 250 กม/ชม พร้อมปล่อยไอเสียต่ำเพียง 80กรัม ต่อกิโลเมตร

Dynamic performance and environmental responsibility were also key requirements for the project. The GQbyCITROEN concept car is powered by a plug-in Hybrid with a 1,598cc, 4-cylinder direct injection petrol engine offering a sporty 0-60mph time of just 4.5seconds, an electronically limited top speed of 155mph and CO2 emissions of just 80g/km.

นายมาร์ค ลอยด์ หัวหน้านักออกแบบของโปรเจคนี้เสริมด้วยว่า “สิ่งที่รถคันนี้เข้ากับบุคลิกของ GQ มากๆก็คือมันลงตัวกับรูปแบบการบริโภคและรสนิยมของผู้บริโภค มันดูไม่โอ้อวดแต่ก็ปราดเปรียวสง่างาม และด้วยทักษะของห้องเสื้อจากซาวิลล์ โรวว์ ที่ทุ่มเทลงไปในห้องโดยสาร เราสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่เฉพาะตัว พอดิบพอดี”

Mark Lloyd, Chief Designer of Citroen International Projects added: “Where this car works so well with GQ is that it fits with the current attitudes of conspicuous consumption. It is understated rather than in-your-face and sleek rather than too macho. With the skills of a Savile Row tailor on the car’s interior we have also achieved that bespoke, fitted feel, both inside and out.

“สำหรับผม (มาร์ค ลอยด์) รถยนต์ที่แสดงออกถึงจุดสูงสุดของความโดเด่นของโลกยนตรกรรมเห็นจะเป็นรถยนต์ประเภท GT, แกรน ทัวเรอร์, มันจะต้องไม่เป็นรถสปอร์ตพันธ์แท้สำหรับการแข่งขันสนามแข่ง แต่มันจะต้องเป็นบางสิ่งที่แสดงออกถึงจิตวิญญานของความเป็นสุภาพบุรุษ สมรรถนะที่มันมีนั้นมีไว้เพื่อการเดินทาง ไม่ใช่เอาไว้แข่งกัน เราต้องการสร้างบางสิ่ง ,เช่นกันกับ GQ ที่แสดงออกถึงความปรารถนา และในเวลาเดียวกันรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบและจิตวิญญานของยนตรกรรมแบบคลาสสิค เราไม่ได้ต้องการที่จะสร้างรถยนต์สำหรับตลาดทั่วไป แต่เราต้องการรถยนต์สำหรับ GQ

“For me, the car that has always represented the pinnacle of automotive excellence and refinement is the GT – the Grand Tourer. It is not the all-out sports car, rather it is something gentlemanly, it has performance and it is for travelling, not racing. We wanted to create something that, like GQ, was aspiration, but also retained the classic automotive ideals. We didn’t want a car for the mass market. We wanted a car for GQ.’”

ไม่ทราบว่าสิ่งที่เหล่า “กูรู” รสนิยมวิไล และนักออกแบบรถยนต์ที่ทำงานร่วมกันจะออกมาหัวหรือก้อยอย่างไร ผู้เขียนก็ยังเห็นว่า รถยนต์รุ่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากรถที่นักออกแบบรถยนต์ทั่วๆไปทำออกมาตรงไหน หรือจะเป็นว่าสายตาของผู้เขียนนั้นยังสอบตกเรื่องแฟชั่นอยู่ แล้วท่านผู้อ่านล่ะเห็นเป็นเช่นไร?

I still wonder to see the difference created by this collaboration, the Guru and the car designer that really brought in the fresh air to the world of car design but unfortunately I still cannot find here, to me this concept car is still just another “sharp and sexy” example and still unable to get along with their style description. I may need to have a class in Men’s Fashion 101 to understand their style, how about you? What do you think?


Special thanks to www.seriouswheel.com

Alfa Romeo “Pandion”, the glorious return of Studio Bertone





อัลฟ่าโรมิโอ “แพนดิออน” การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสำนักแบร์โตเน่

หลังจากที่ห่างหายออกไปเวทีนานาชาติกว่า 2 ปี ในปีนี้สำนักออกแบบแบร์โตเน่ สำนักออกแบบที่มีประวัติอันยาวนานกว่าร้อยปีจากอิตาลี ได้กลับมาเยือนเจนีวา มอเตอร์โชว์อีกครั้งหนึ่งกับผลงานรถต้นแบบ อัลฟ่าโรมิโอ “แพนดิออน” ที่งดงามและดุดันเพื่ออุทิศให้เป็นของขวัญในวาระครบรอบ 100 ปี ให้กับ อัลฟ่า โรมิโอ
แพนดิออน เป็นผลงานชิ้นปฐมฤกษ์ของ ไมค์ โรบินสัน ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและแบรนด์คนใหม่ของสำนักแบร์โตเน่ โรบินสันมุ่งมั่นให้ แพนดิออน เป็นรถในฝันพันธ์แท้ ที่จะเป็นตัวแทนของงานออกแบบแห่งอนาคต และเหตุที่เขาเลือกที่จะทำรถให้กับค่ายอัลฟ่า โรมิโอนั้นก็เพราะความสัมพันธ์อันยาวนานของอัลฟ่า โรมิโอ กับแบร์โตเน่ที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันมานับศตวรรษนั่นเอง
ชื่อ แพนดิออน นั้นมาจากชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเหยี่ยวทะเลนักล่า “ แพนดิออน ฮาลิเอทุส” โดยโรบินสันนั้นได้นำรูปแบบของปีกของมันมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับการออกแบบกลไกการเปิดประตูให้กับ แพนดิออน รวมไปถึงการนำเอาใบหน้าและจงอยปากของเหยี่ยวมาเป็นผสมผสานเข้ากับเอกลักษณ์ดั่งเดิมของอัลฟ่า โรมิโอก่อเกิดเป็นโฉมหน้าแห่งอนาคตให้กับอัลฟ่า โรมิโอ
After a two year absence from the international scene, Bertone returns to the Geneva Motor Show, unveiling a concept car that makes its world premiere here: the Pandion, an aggressive yet beautiful coup้ designed as a tribute to Alfa Romeos’ one hundred year anniversary.
The Pandion is the first car produced by Mike Robinson in his new role as Design and Brand Director at Bertone. A pure ‘dream car’, the Pandion takes its rightful place as a member of Bertone’s historic Alfa Romeo family: cars that have always been style icons, influencing the history of the automobile and Italian craftsmanship in their excellent design quality, proving themselves to be undisputed benchmarks for the entire world of car design.
The name comes from the animal world, as Pandion Haliaetus is the scientific name for an Osprey: a sea hawk that nests and lives in coastal areas. The designers, led by Mike Robinson, have drawn inspiration from the wings of this predator to invent the spectacular door opening mechanisms, and from the hawks’ facial markings to project the traditional Alfa family feeling into the next era of design.
แนวคิดเริ่มต้น
รูปทรงที่ทะมัดทะแมงของแพนดิออนเป็นผลมาจากการวิเคราะห์บุคลิกภาพของ “ตรา” ของอัลฟ่า โรมิโอเป็นอันดับแรก อันประกอบไปด้วยภาพ “งูใหญ่กินคน” (อันเป็นสัญลักษณ์ที่ได้มาจากตราประจำตระกูลสฟอร์ซ่า “Sforza” เจ้าผู้ครองปกครองเมืองมิลานในอดีต) นั้นตีความได้เป็นภาพแห่งความสง่างาม (ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “สกิน” หรือผิว) และ ส่วนของกางเขนแดงบนพื้นขาว (ตราประจำเมืองมิลาน) นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสติปัญญาและเหตุผล อันเป็นส่วนของเทคโนโลยี (ที่จะเรียกว่า “เฟรม” หรือโครง) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นเป็นสมดุลแห่งความต่างของสองขั้วระหว่าง เทคโนโลยี และความรู้สึก, เหตุผลกับสัญชาติญาณ, สถาปัตยกรรมกับประติมากรรม, โครงสร้างสัณฐานและอสัณฐานอินทรีย์, ความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรมกับหัตถกรรมชั้นครู
จากการตีความนี้ พลังและชีวิตในอัลฟ่า โรมิโอทุกๆคันได้แสดงออกผ่าน กระดูกสันหลัง หรือ “โครง” ของ แพนดิออน ที่เริ่มตั้งแต่โครงกระจังหน้าทรง V ของกันชนหน้า ตัดพาดส่วนห้องโดยสารจรดโครงทรง V ของกันชนหลัง โดยทำหน้าที่รองรับส่วนของเปลือกตัวถังหรือ “ผิว” นั่นเอง
- Design: the initial concept
The Pandion’s taut and muscular body is the result of an original interpretation of the Alfa Romeo badge, where the man-eating snake depicted there represents the attraction of elegance (what we call the ‘Skin’), and the aristocratic cross symbolizes the rigor of rational thought, the technological aspect (what we call the ‘Frame’). According to this interpretation, the Pandion’s design is, like every Alfa Romeo, a perfect synthesis between ‘Skin and Frame’, an ideal balance resulting from a tension between opposites: technology and sensuality, rationality and instinct, architecture and sculpture, structuralism and organicism, industrial excellence and excellent craftsmanship.
According to this interpretation, the vibrant energy in every Alfa Romeo is represented by Pandions’ spinal structure (or ‘Frame’), which crosses the length of the car from the V-shaped grille in the nose of the car to the V-shaped bumper in the tail of the car, crossing the interior as a visually aesthetic structural element which supports the surrounding shell (or ‘Skin’).
โดดเด่นด้วยรายละเอียด
รูปโฉมของ แพนดิออน นั้นโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ดูเพียงปราดเดียวก็มั่นใจได้ว่านี่คือ อัลฟ่า โรมิโอ แม้ว่าจะไม่ได้มีรายละเอียดที่ได้มาจากรถรุ่นก่อนๆเลยก็ตาม เริ่มจาก กระจังหน้าที่มีช่องเปิดรูปตัว T ที่ดูราวกับหมวกเหล็กของนักรบกลาดิเอเตอร์ นั้นเป็นการออกแบบที่สดใหม่แต่ก็ดูแล้วเป็น อัลฟ่า โรมิโอ อย่างชัดเจน โดยปลายปีกทั้งสองข้างของรูปตัว T นั้นเป็นตำแหน่งของไฟหน้าคู่ที่ซ่อนลึกเข้าไปตามสไตล์ของอัลฟ่า โรมิโอ ปลายปีกที่ลากยาวจรดมุมของรถนั้นยังทำให้รถดูกว้างและดุดันในสไตล์สปอร์ต ส่วนขาของตัว T นั้นเป็นพื้นที่ของกระจังหน้าแบบ 5 ก้านแนวนอน อันเป็นเอกลักษณ์เก่าแก่ของอัลฟ่า โรมิโอ แต่ลึกเข้าไปเป็นครีบจิ๋วนับพันที่ตระหวัดเกี่ยวเกาะกันอันเป็นแนวคิดการออกแบบใหม่ของรถคันนี้
ภาพด้านของแพนดิออนนั้นเป็นทรงสปอร์ตพันธ์แท้ ในรูปแบบของหน้ายาวท้ายสั้นโดยห้องโดยสารเยื้องไปทางด้านหลัง รูปทรงด้านข้างนั้นโดดเด่นด้วยประตูแบบกรรไกรที่ลากยาวจากท้ายจรดหัวพร้อมด้วยหน้าต่างกระจกที่เชื่อมยาวจากซุ้มล้อหน้าจรดล้อหลัง การออกแบบประตูในลักษณะนี้ช่วยให้การเข้าและออกรถสปอร์ตที่เตี้ยกว่ารถทั่วไปทำได้สะดวกกว่าประตูแบบทั่วไปมาก และภาพของกระจกข้างทรงใหม่นี้ยังช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้กับห้องโดยสารซึ่งแต่เดิมมักจะอุดอู้เนื่องจากแนวหลังคาที่เตี้ย แถบสีดำที่ลากตัดขึ้นไปสู่ด้านท้ายของรถนั้นนอกจากจะทำให้ล้อหลังดูมีพลังในแบบรถสปอร์ตขับหลัง ยังคงส่งเสริมภาพของกลไกการเปิดประตูที่ซ่อนอยู่ด้วย
ด้านท้ายของแพนดิออมนั้นมีความโดดเด่นด้วยการนำเอาครีบทรงผลึกคริสตัลธรรมชาติที่เกาะเกี่ยวกันอย่างซับซ้อนในหลากมิติ นักออกแบบเรียกการออกแบบแนวนี้ว่า “พิกเซลเลต” หรือผลึกเล็กๆที่แตกตัวออกมา ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหางของดาวหาง ที่ซึ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงผลึกน้ำแข็งของดาวหางจะระเหิดออกมากลายเป็นหางยาวนั่นเอง ซึ่งกับแฟนดิโอก็คือส่วนของ โครงที่แตกตัวออกมา จากผิว ที่ไหลลื่นต่อเนื่องนั่นเอง ปรากฏการณ์แบบ ดีแมททีเรียลไลเซชั่น (Dematerialization) หรือการลดรูปของวัตถุที่เกิดขึ้นบนรถคันนี้ก่อกำเนิดโดยคุณสมบัติที่เกิดขึ้นจากภาพของการเคลื่อนที่ของรูปทรง ทำให้รถคันนี้ดูราวกับวิ่งอยู่แม้จะจอดนี่งก็ตาม
การออกแบบประตูแบบหวือหวานั้นนับเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของการแบบจากสำนักออกแบบ แบร์โตเน่ ดังจะเห็นได้จากผลงานระดับมาสเตอร์พีซ หลายๆคันของสำนัก อาทิ 1968 อัลฟ่า โรมิโอ คาราโบ, 1970 ลันซิอา สตราตอส, 1972 แลมบอร์กีนี่ คูนทาซ และ 2007 เฟียท บาร์เช็ตต้า และสำหรับแพนดิโอนั้นก็ได้รับการออกแบบให้มีประตูที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยการออกแบบให้เปิดแบบกรรไกรโดยมีจุดหมุนอยู่ด้านหลังและเปิดตั้งได้ 90 องศาตั้งฉากกับล้อหลัง ซึ่งเมื่อเปิดเต็มที่จะสูงถึง 3.6 เมตร จุดมุ่งหมายนี้ก็เพื่อความอลังการและความ “ว้าว” เพราะนี่คือสิ่งที่ขาดหายไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุคปัจจุบัน แต่แม้ว่าจะออกแบบเพื่อความว้าว แพนดิออนเองก็ยังคิดถึงเรื่องการใช้งานไว้ด้วยเช่นกัน อาทิในเหตุอุบัติเหตุพลิกคว่ำ การเปิดประตูแบบกรรไกรอาจจะใช้ไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถดันประตูทั้งบานให้แยกออกจากตัวถังในทางนอนได้เช่นกัน
- Design: details that count
The Pandion’s front end features a long and sculpted sloping bonnet that creates what is, to all intents and purposes, a mask, almost like the helmets worn by ancient warriors. The Alfa Romeo ‘family feeling’, immediately recognizable at first glance, does not admit even a hint of retro nostalgia and looks to the future with a revolutionary and novel elegance. There is no doubt it’s an Alfa Romeo with a look that has never been seen heretofore. The typical Alfa quad headlights are buried deep in the outer-most tips of the T-shaped grille, highlighting the wide stance of the impressive coupe. The typical five horizontal bars on every Alfa Romeo radiator grille are just visible here, offering a reference to the marque’s historic identity. The front grille is full of thousands of tiny intertwined blades which contribute to the new Algorithmic Design throughout the car.
The Pandion has the profile of a true sports car, with no room for compromise. The architectural layout is ‘cab rearward’, meaning the passenger compartment is positioned towards the rear of the car and the long bonnet pushes the car’s visual centre rearward. The body side visually connects the sensuous front end with the razor-edged rear by means of an extremely long flowing side window which stretches from front wheel arch to rear, enhancing the excellent accessibility of this low-bodied sports coupe. Since sports cars are traditionally difficult to get in and out of, this important ergonomic activity has been facilitated with an extra wide door opening to make up for the low roofline. The new window graphic also offers an incredible panorama window for passengers inside. The strong diagonal dark-light division in the rear of the side view accentuates the powerful rear wheel drive layout and draws special attention to the hidden door opening mechanism.
The rear end features a striking array of crystal-like blades which are intertwined in various widths and lengths, protruding out into space. The rear of the car in fact has a disembodied or “pixilated” look, representing a tail-of-the-comet metaphor, as if the sheer speed of the vehicle is pulling the underlying, technical “Frame” rearward, away from the sensuous, flowing “Skin” above. This “dematerialization” phenomenon of the car is generated by the intrinsic motion of the form, which means the car looks like it is moving even when it is standing still.

The doors, as in many other Bertone-designed masterpieces (such as the 1968 Alfa Romeo Carabo, the 1970 Lancia Stratos 0, the 1972 Lamborghini Countach, and the 2007 Fiat Barchetta), open in a visually striking manner. Virtually hinged around the axis of the rear wheel, the Pandion doors open by rotating backwards, ending up a perfect 90 degrees above the center of the rear wheel, lifting up the entire body side of the vehicle, from the front fender to the rear fender. When fully open they are more than 3.6 metres high. This spectacular solution is design mainly for glamour, bringing back the “wow” factor to today’s lackluster automotive industry. This futuristic door mechanism also has a pragmatic side as well. Since all ‘extreme’ sports cars are literally impossible to get in and out of, the Pandion is designed to utilize the horizontal space in the car since the vertical space is so limited.
In the event of an accident that results in a ‘roll-over’, the doors detach from the car body so that the passengers can exit of the car.
สืบสานตำนานความยิ่งใหญ่
“เรากำลังเดินตามรอยเท้าของยักษ์” นี่เป็นคำขวัญของ สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ และยักษ์ที่ว่านี้ก็คือ ตัวตนและตำนานของผู้บริหารในอดีตคือ จิโอวานนี และ นุคชิโอ แบร์โตเน่ ผู้ผลักดันให้สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ ขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกการออกแบบรถยนต์ในยุคที่ผ่านมา การเดินตามรอยเท้าไม่ได้แปลว่าให้ลอกเลียนแบบตำนานทั้งสองแต่หมายถึงการนำเอาคำสอนของทั้งสองท่านไปใช้เป็นแนวทางในอนาคต นักออกแบบของแบร์โตเน่ใช้สิ่งนี้ในการหาไอเดียใหม่ ที่ซึ่งพวกเขาได้สังเกตุปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะดูไม่เกี่ยวข้องกันแต่ก็สามารถนำมาปรับใช้กับโลกของยนตรกรรมได้
แต่อย่างไรก็ตาม การทำการวิจัยอย่างเดียวก็ไม่พอเพียง ที่สำนักออกแบบ แบร์โตเน่ เหล่านักออกแบบทำการศึกษาแนวคิดต่างๆ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือนวัตกรรมทางความคิด และปรากฏการณ์ใหม่ๆ ไมค์ โรบินสัน ยังกล่าวต่ออีกว่า “รถนั้นจะว่าไปก็คล้ายกับภาพยนตร์, พวกมันต้องสามารถที่จะเล่าเรื่องราวที่สามารถชนะใจผู้ชมได้ นักออกแบบรถยนต์ที่ดีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่สามารถจะเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของเขาได้อย่างปราดเปรื่อง ไม่ว่ามันจะเป็นรถแนวคิดหรือ รถเพื่อการผลิตจริงก็ตาม ภาพสะท้อนของผู้สร้างสรรค์ที่จะรวบรวมแนวคิดแปลกใหม่จากสาขาความรู้ต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก และหลอมรวมมันเข้าด้วยกันและสร้างสรรค์ออกมาเป็นเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ชิ้นใหม่ นั่นก็คือสิ่งที่เราได้ทำลงไป รถคันนี้ อัลฟ่า โรมิโอ แพนดิออน”
- The Legend Continue
‘We are walking in the footprints of giants.’ That is the Bertone company motto. The giants referred to are Giovanni and Nuccio Bertone. However, following in their footsteps does not mean copying them, on the contrary. It means applying their teachings and using them as guidelines for further advances. We ask our designers to follow a total creative method, where they observe phenomena that are apparently unrelated to each other and try to apply them to the automotive world.
However design research is not enough. At Bertone we study concepts, and therefore each design is the result or a spinoff of an innovative idea or a new phenomenon. Mike Robinson, Design & Brand Director at Bertone, comments: ‘Cars are like films: they must tell a story to win people over. The best car designers are necessarily excellent narrators and their products, whether they are concept cars or mass-produced products, reflect their creators’ ability to gather fascinating ideas from every field, from all over the world, to bring them together and transform them into new and great stories. This is what we have attempted to do with the Alfa Pandion.’

Special thanks to: www.seriouswheels.com

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

My Supercar Experiences




จะว่าไปโอกาสที่จะได้ควบรถยนต์แรงเกิน 300 ม้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่ในเดือนเดียวกัน (เมษายน 2553)กลับได้ทดสอบมฤตยูทางเรียบถึงสองคัน คันแรกก็คือ Ferrari 430 ที่มีแรงเฉียดๆ 500 ม้า และคันต่อมาคือ Ruf RT12S ที่มีกำลังถึง 685 ม้า

ม้าลำพองจากอิตาลี เรียกคะแนนรวมจากผมไปได้ 9/10 ที่เสียไปหนึ่งแต้มก็คือ มันค่อนข้างขับยากเกินไปที่ความเร็วต่ำและโดยเฉพาะเจอถนนขรุขระในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่า มันคือ Super Car แท้ๆ แต่เอาคะแนนมาได้จากสมรรถนะที่บอกได้เลยว่า....ซี้ดอูย มากๆ เรื่องความสวยไม่ต้องพูดถึง ใครขี้อายอย่าขับ เพราะคนมันมองเอาจริงๆจังๆ เพราะรถมันสุดจริงๆ เครื่องยนต์ตอบสนองได้เกรี้ยวกราดมากๆ สนุกสะใจจริงๆ มาพร้อมอัตราเร่งที่เรียกได้ว่า หนาวขี้ไปเลย ส่วนช่วงล่างก็ไม่ถึงกับกระด้างนะครับ สบายๆไร้กังวล แต่ถ้าเจอรถติดๆคันเร่งมันดูจะฝืดและแข็งไปหน่อยทำให้การเดินทางร่วมกับรถคันอื่นๆดูไม่น่าอภิรมย์เท่าไร แถมตอนถอยรถอยากบอกว่า เครียดมาก ทำไมไม่ติดกล้องมองภาพด้านหลังให้ซะหน่อยหนอ
ความเร็วสูงสุดไม่ได้ลอง เพราะคิดว่าไม่จำเป็น......แค่นี้ก็สนุกมากแล้ว

คันที่สองคือ Ruf หลายๆคนอาจไม่รู้จักดูภายนอกยังไงๆก็ Porsche ก็แหงละมันก็คือ Porsche ที่ถูกปรับสภาพใหม่จากสำนัก Ruf นั่นเอง พื้นฐานเดิมก็คือ Porsche Turbo GT2 ขับสี่ล้อ แต่โดนอัพเพิ่มให้มีแรงม้าถึง 685 ม้าและแรงบิด 800+นิวตัน พร้อมกับสถิติอัตราเร่ง 0-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบบต่ำกว่า 30 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 350 กิโลต่อชม.
จุดต่างของ Ruf ที่สังเกตุได้ง่ายๆก็คือช่องดูดอากาศเข้า Intercooler ที่เดิมของ GT2 อยู่ที่หน้าล้อหลัง ได้ถูกปรับตำแหน่งใหม่ไปอยู่เหนือล้อหลังเพื่อผลด้านแรงกดทางอากาศพลศาสตร์ที่มากขึ้น
บอกตามตรงหวังไว้มากไปหน่อย แรงมันก็แรงหรอก แต่ไม่ได้หนาวมาก น่าจะตอบสนองดีกว่านี้ รู้สึกว่าตอนเร่งขึ้นไปจะมีอาการรอรอบ Turbo นิดๆแล้วตามด้วยอาการเหมือนโดนรถไฟชนท้าย ไม่ได้จี้ดจ้าดตั้งแต่แรกเหมือน Ferrari ความเร็วสูงสุดที่ได้ลองคือ 280 กิโล/ชม. พร้อมกับความเสียวที่เกือบจะเสยแท็กซี่ที่จู่ๆก็เปลี่ยนเลน ตกโทล์เวย เพราะมันไมู่้ว่าเราเร็วขนาดนั้น เบรคจาก 280 เหลือ 110 ในระยะทางเกือบครึ่งกิโล น่ากลัวพิลึก... ถ้าไม่ได้ทักษะของนักขับมือหนึ่งคือ กีกี้แล้วล่ะก็สงสัยตายแหงๆ ดังนั้นตอนผมขับเองก็จะไม่เร็วขนาดนั้น เรียกว่า เอาชีวิตกลับบ้านดีกว่ากลัว....(แต่ก็อยากลองนะว่าที่ 350 กิโล/ชม มันเร้าอารมณ์ขนาดไหน)

สิ่งที่แย่ที่สุดของ Porsche ก็คือ คนไม่เห็นหัวมันเท่าไร ไม่เหมือน Ferrari ดูคนจะหลบให้มันแบบง่ายๆไม่ขวาง....เฮ้อ
สรุปว่าให้ 8/10

อย่าถามนะว่าให้เลือกคันไหน


แค่ได้ลองก็พอแล้ว อิอิ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จับตาดูช่วงเวลาทองของฟ้าหลังฝน

สุดท้ายก็ได้เห็นทางออกกันไปกับการตัดสินใจของท่านนายกฯขวัญใจคนรุ่นใหม่แม้ว่าอาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่มที่ต้องการเห็นรัฐใช้ความเด็ดขาด แต่สำหรับอีกหลายๆคนทั้งแดงและไม่แดงการตัดสินใจครั้งนี้ของท่านนายกฯนำมาซึ่งความโล่งอกโล่งใจ และคลายปมจุกเสียดได้ชงัด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่อยู่ในย่านราชประสงค์ และคนค้าคนขายในย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง ซึ่งอ้วนซ่าฯอยากจะบอกว่ารอยยิ้มของคนอยากขายและคนอยากซื้อน่าจะกลับมาอีกครั้งในอีกไม่นานนี้แน่นอน
และเมื่อเมฆฝนได้จางหายไป (แต่อาจจะกลับมาได้ใหม่เร็วๆนี้ แต่ขอภาวนาว่าอย่าเลยขอร้องล่ะ) และอารมณ์ในการจับจ่ายได้กลับมาอีกครั้งก็คงเป็นช่วงเวลาที่บริษัทต่างๆก็คงจะต้องกระตุ้นยอดขายที่หดไปในช่วงที่ผ่านมานี้อย่างแน่นอน แม่นแล้วงานนี้ สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา เตรียมตัวพบกับช่วงนาทีทองของปีนี้ได้เลยขอรับ ซึ่งอ้วนซ่าฯเชื่อว่าไม่แต่เฉพาะห้างต่างๆในแถบราชประสงค์เท่านั้นที่ต้องมีการกระตุ้นยอดขายอย่างหนักเพื่อดึงเอาผลกำไรกลับมา ตลาดรถยนต์เองก็ต้องการยาชูกำลังขนานแรง(ให้กับเซลล์)ด้วยเช่นกัน
หลายๆค่ายมีของใหม่เปิดตัวสู่ผู้บริโภคกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิสสันมาร์ช ที่กวาดยอดจองไปกว่า 5 พันคัน หรือขวัญใจวัยรุ่น มาสด้า 2 ทั้งแบบแฮชท์แบค และซีดานที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (ก็รถเขาดีจริง) หรือ ค่ายโตโยต้าที่มี แคมรี่ ไฮบริด และ วีออส ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งเปิดตัวไปพักนึงแล้ว แม้ว่าจะมีข่าวไม่ค่อยงามนักเกี่ยวกับรถไฮบริดจากทางอเมริกาเข้ามาป่วนอยู่บ้างจนทำให้ต้องทำโฆษณาเรียกความเชื่อมั่นออกมาเป็นระลอกๆ แต่ก็ถือว่าผู้บริโภคไทยเมื่อได้ลองลิ้มความเงียบ นิ่มนวลของไฮบริดกันแล้วก็เห็นจะลืมไม่ลงและควักกระเป๋าจ่ายกันเป็นแถวๆ พวกนี้ถือว่ารอดไป เหลือก็แต่ค่าย “ฮอนด้า” ที่แม้จะมีสินค้าใหม่อย่าง รถอเนกประสงค์ ฮอนด้า “ฟรีด” แม้จะทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มแต่ก็เพียงแค่ 1,020 คันเท่านั้น นับว่ายังไม่คุ้มค่าโฆษณาเท่าไร ส่วนแจ๊สนั้น แม้ว่าจะวัดกันหมัดต่อหมัดโดยรวมก็ยังเหนือกว่าคู่ต่อสู้ แต่ผู้บริโภคดูจะอิ่มเสียแล้ว เลยหนีไปเล่นรถรุ่นอื่นเสียหมด รถซีดานขนาดกลางอย่าง ซีวิคซึ่งทำยอดได้ดีมาตลอดก็แพ้ “ของเล่น” นานาชนิดที่โตโยต้าอัดลงไปในอัลติส ส่วนรถใหญ่อย่างแอคคอร์ด ก็ต้องหลบให้กับ แคมรี่อย่างไม่มีทางสู้ (แพ้กระทั่งนิสสัน เทียน่า) จนทำให้ยอดขายเดือนมีนาคมของปี 2010 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2009 นั้นฮอนด้ามียอดขาย “ลดลง” ร้อยละ 12 ดูน่าเจ็บใจเมื่อเทียบกับโตโยต้าที่ทำได้ “ดีขึ้น” กว่าร้อยละ 50
จับตาดูให้ดีๆว่าเพื่อที่จะเรียกยอดขายคืน กลยุทธ์ฟ้าหลังฝนของค่ายฮอนด้าจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะงานนี้ยิ่งกว่าไฟท์บังคับแต่หากมองต่างมุม ก็นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาทองของผู้บริโภคเช่นกันขอรับ!

BMW Z4 ชื่อเดิมแต่ไม่ได้ ไมเนอร์เชนจ์




นับตั้งแต่มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 (Mazda MX-5) ปลุกกระแสความนิยมของโรดสเตอร์เปิดประทุนให้กลับมานิยมกันอีกครั้งในปี 1989 หลังจากที่โลกรถยนต์ขาดรถยนต์ประเภทนี้มานานนับ 2 ทศวรรษ ด้วยกลิ่นอายของโรดสเตอร์อังกฤษที่เรียบง่ายแต่มีสเน่ห์อย่าง เอ็มจี บี (MG-B) แต่ผสานเข้ากับความทนทานแบบญี่ปุ่น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และทำให้ยี่ห้ออื่นๆเดินตามรอยคที่มาสด้ากรุยทางเอาไว้ และบีเอ็มดับเบิ้ลยูเองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เดินตามรอยโมเดิร์นคลาสสิคโรดสเตอร์ของมาสด้าด้วยเช่นกัน ด้วยการนำเสนอรถยนต์โรดสเตอร์รุ่น แซด 3 (Z 3) ในปี 1996 โดยอาศัยสไตล์ของรถโรดสเตอร์แบบอังกฤษด้วยเช่นกันนั่นก็คือ ออสติน ฮีลี่ย์ (Austin Healey) ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้ายาว ท้ายสั้น แนวประตูที่ต่ำ และใหญ่กว่า ดุดันกว่า โรดสเตอร์น้ำหนักเบาอย่าง เอ็มจี โดยบุคลิกของรถแซด 3 ก็คือ เครื่องยนต์แรง ขับสบาย เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติภายนอก แต่ไม่ต้องขับขี่พริ้วมากมายนัก เรียกได้ว่า จุดขายต่างจาก มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 แบบคนละเรื่อง
เมื่อถึงเวลาจะต้องปรับโฉม บีเอ็มดับเบิ้ลยู ภายใต้การนำของ มหากูรู คริส แบงเกิล ได้นำเสนอโมเดิร์นโรดสเตอร์พันธ์แท้แบบใหม่ในปี 2002 ด้วยรถยนต์รุ่น แซด 4 (Z 4) (รหัสเรียกขานคือ อี 85) ที่เรียกเสียงฮือฮาด้วยเส้นสายพริ้วลื่นไหลที่เรียกกันว่า เฟลม เซอร์เฟสซิ่ง (Flame Surfacing) หรือเปลวผิวอันพริ้วไหว อันได้แรงบันดาลใจจากรูปสลักหินอ่อนกรีกโบราณที่โดดเด่นด้วยภาพของพื้นผ้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่ดูราวกับก้อนหินนั้นมีชีวิต และรูปทรงหน้ายาว ท้ายสั้น แบบคลาสสิค บีเอ็มดับเบิ้ลยู แซด 4 ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ คริส แบงเกิล คันหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปบีเอ็มดับเบิ้ลยูก็ได้เรียนรู้จุดด้อยต่างๆของ แซด 4 รุ่น เมื่อเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นหลังคาเปิดได้แบบผ้าใบที่ยังดูสัดส่วนไม่ลงตัวนักเวลาปิดหลังคาซึ่งรถจะสวยกว่ามากตอนเปิดประทุน และคู่แข่งยังหันไปคบกับหลังคาโลหะที่เงียบกว่าและแข็งแรงกว่ากันไปหมดแล้ว ทำให้ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์กันใหม่และผลที่ได้ก็คือ “รถยนต์ชื่อเดิม” แต่เปลี่ยนใหม่แบบถอดด้าม อันมีรหัสเรียกขานว่า อี 89 ผลงานชิ้นโบว์แดงของผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบคนใหม่ของบีเอ็มดับเบิ้ลยู มร. เอเดรียน ฟอน ฮุยดอง อดีตมือขวาของ คริส แบงเกิล นั่นเอง
ในแซด 4 รุ่น อี 89 นั้นจุดด้อยต่างๆของรุ่นที่แล้วถูกลบไปสิ้นด้วยหลังคาพับได้แบบโลหะที่สะดวกสบาย และสวยงามลงตัวทั้งตอนเปิดและปิดประทุนกว่ารุ่นที่แล้วมาก ส่วนรูปโฉมใหม่นั้นก็นับได้ว่า เฉียบขาดสุดๆ โดยสัดส่วนยังคงแบบหน้ายาว(เฟื้อยยยย) ท้ายสั้นไว้เช่นเดิม แม้ฐานล้อจะยาวเท่าเดิม แต่ความยาวและความกว้างนั้นมากขึ้น แต่เตี้ยลง ทำให้รูปทรงของรุ่น อี 89 นั้นดุดันแต่เซ็กซี่กว่ารุ่นเดิมอย่างเทียบไม่ติดในทุกรายละเอียด! ส่วนห้องโดยสารนั้นก็เรียบง่ายแต่เฉียบขาดด้วยเส้นสายคมกริบ ดูหรูหราและทันสมัย ด้วยทุกข้อที่ว่ามาทำให้แซด 4 เป็นหนึ่งในรถโรดสเตอร์ที่ดูดีที่สุดในปัจจุบันคันหนึ่งและเหนือกว่าคู่แข่งเพือนร่วมชาติทั้งเบนซ์และพอร์ชอย่างไม่ต้องลุ้น และขึ้นหิ้งเป็นหนึ่งในรถยนต์คลาสสิคที่สุดตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย!


ปล.ในภาพเป็นล้อ Lenso ES7 ขนาด 20 นิ้วนะครับ ไม่ใช่ของ BMW ใส่แล้วหล่อกว่าเดิมมาก

Nouvelle Chinois ฝรั่งเศสตำหรับจีน




หากจะว่าไปถึงวงการอาหารสมัยใหม่ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของอาหารฟิวชั่น (Fusion) ในลักษณะของ ตะวันออกพบตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอาหารตะวันตกที่ใช้เครื่องปรุงรสเผ็ดร้อนแบบเอเซีย หรืออาหารเอเซียที่เสิร์ฟอย่างพิถีพิถันมีพิถีรีตรองแบบตะวันตก รวมไปถึงอาหารตำรับที่ใช้ความรู้แขนงใหม่ๆอย่าง ตำรับอาหารโมเลกุล ( Molecular Gastronomy) ที่นำเอาวิทยาศาสตร์มาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์แห่งรสชาติที่แปลกใหม่ได้อย่างน่าตื่นจะลึง
ในโลกของยานยนต์ก็เช่นกันจากแต่เดิมที่ศูนย์กลางทางความคิดของยานยนต์นั้นจะอยู่ในประเทศมหาอำนาจยานยนต์เดิมๆไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น แต่ในสหัสวรรษใหม่นี้จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ย้ายฮวงจุ้ยไปตามกาลเวลาและได้เคลื่อนไปสู่ดินแดนของมังกรจีนในที่สุด ดังนั้นหากโลกตะวันตกยังไม่ตระหนักถึงพลวัฒน์นี้ก็อาจจะพบกับคำว่า “สายเกินแก้” ได้ไม่ยาก ผู้ผลิตรถยนต์จากหลายๆค่ายทั่วโลกได้ลงหลักปักฐานในดินแดนมังกรในฐานะ “ตลาดหลัก” ที่บ่อยครั้งขายดีกว่าขายในประเทศต้นตำรับเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น บิวอิค (Buick ) ของค่ายจีเอ็ม ที่ในตลาดอเมริการเหนือนั้นทำยอดขายได้ “งั้นๆ” แต่ในเมืองจีนนั้นได้กลับเป็นแบรนด์ที่หอมหวลสำหรับชาวจีน จากค่ายยุโรปเองเป็นที่แน่นอนว่า จากสภาพตลาดยุโรปที่แทบไม่มีความก้าวหน้าเนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตน้อยนิด ตลาดจีนนั้นเป็นแหล่งปล่อยของที่สำคัญที่สุดของหลายๆแบรนด์ อาทิ โฟล์ค เอาดี้ เปอร์โยต และซีตรอง และสำหรับซีตรองนั้นก็ได้รุกคืบไปอีกขั้นด้วยการเปิดศูนย์การออกแบบของตนขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่เสียด้วยซ้ำ เพื่อที่จะได้เข้าใจและเจาะลึกถึงรสนิยมการบริโภคของเศรษฐีใหม่ชาวจีนและออกแบบให้ตรงกับความต้องการของเสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่ได้อย่างตรงประเด็น
ซีตรอง เมทโทรโปลิส ( Citroen Metropolis) เป็นผลผลิตของการสร้างสรรค์ของสตูดิโอออกแบบของซีตรองในเมืองเซียงไฮ้จนได้ออกมาเป็นรสชาติใหม่ระหว่างความโก่ก๋แบบชาวปารีเซียงกับความฟู่ฟ่าของนักการเงินแห่งมหานครเซียงไฮ้ เส้นสายที่ปรากฏอยู่บนรถซีดานแท้ๆขนาดฟูลไซส์ (บอกลาให้กับรูปทรงแบบท้ายลาดที่ใช้กันมากว่า 50 ปี) ที่มีความยาวถึง 5.3 เมตรนี้เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจ เฉียบขาด ในอนาคตที่สดใสด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและท้าทายเข้ากับเอกลักษณ์ใหม่ของซีตรองอย่างกระจังหน้าทรง “ว่าว” ได้อย่างลงตัว (บางคนอาจจะมองว่าเหมือน แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ) และที่ผู้เขียนรู้สึกดีมากๆกับรถคันนี้ก็คือ นี่เป็นหนึ่งรถยนต์ไม่กี่คันที่ หัวหับท้ายดูแล้วสัมพันธ์กันอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นหัวมกุฏท้ายมังกร แบบที่เห็นกันจนชาชิน รถคันนี้ได้สลัดแนวคิดของรูปทรงแบบท้าทายสามัญสำนึกแต่ดูละล้าละลังแบบซีตรองเดิมๆออกไปอย่างเต็มตัว และนำเสนอรายละเอียดทางการออกแบบที่ “แพรวพราว” แบบเซี่ยงไฮ้ แต่เปี่ยมไปด้วย “รสนิยม”แบบปารีเซียง
ซีตรอง เมทโทรโปลิส เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ฟิวชั่น หรือลูกผสมนั้นบางครั้งกลับให้ผลผลิตที่เป็นสากล และกลมกล่อมเหนือกว่า ต้นตำรับพันธ์แท้ก็เป็นได้