วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Mitsubishi Triton ดีไซน์แหวกแนว แถมความคุ้ม


**จากคอลัมน์ป้ายแดง ชวนขับ อาทิตย์ที่ 4 ตุลา 2009 **

ในมุมมองด้านการออกแบบ ผมมีความเชื่อมั่นอยู่ประการหนึ่งว่าผู้ที่ซื้อรถไทรทันรุ่น พลัส มีมุมมองการใช้งานแตกต่างไปจากกลุ่มลูกค้าแบรนด์อื่นพอสมควร เพราะไม่ว่าวัดกันมุมใดก็ตามรถรุ่นนี้ดูจะสามารถเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในรูปแบบ “ยานยนต์เอนกประสงค์ของคนรุ่นใหม่” เริ่มต้นด้วยรูปลักษณ์ที่ปฏิวัติการออกแบบไปจากคู่แข่งอย่างหน้ามือหลังมือ ไทรทันให้มุมมองของรถยนต์ที่โฉบเฉี่ยว เฉียบคม แบบรถสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน สอดคล้องกับชีวิตและกิจกรรมกลางแจ้งที่โลดโผน (แต่ไม่โจนทะยานนัก เพราะไม่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ) อาทิ แค้มพ์พิ้ง เจ็ทสกี โมโตครอส จักรยานเสือภูเขา ฯลฯ ซึ่งล้วนส่งให้ภาพลักษณ์การขับรถรุ่นนี้ก็ดูแตกต่างจากภาพของรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ที่นิยมการใช้เส้นเหลี่ยมแข็ง บึกบึน เหมือนคนเล่นกล้ามอยู่มาก

อีกส่วนที่มีผลมากต่อการตัดสินซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ก็เห็นจะหนีไม่พ้น “การออกแบบภายใน และอุปกรณ์ด้านความบันเทิง” จุดนี้ไทรทันทำคะแนนได้สวยเนื่องจากมาพร้อมจอภาพแอลซีดี และเครื่องเล่นดีวีดี สำหรับดูหนังฟังเพลงให้ความบันเทิงสำหรับทุกเส้นทาง เรียกได้ว่าโดนใจคนรุ่นใหม่กันไป จะขาดอยู่ก็แต่ระบบนำทางด้วยดาวเทียม หรือไม่ก็อ้อฟชั่นที่ถูกใจวัยมันส์ของวันนี้อาทิ วิทยุแบบที่ควบคุมเครื่อง “ไอพอด หรือ ไอโฟน” ได้ ซึ่งถ้าแถมมาให้ด้วยรับรองว่า “จี้ด” กว่านี้อีกเยอะ

การเปลี่ยนแปลงต่างๆส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการปรับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพราะทรงรถเดิมนั้น “หล่อ” พอตัวอยู่แล้ว หลักๆก็เห็นจะเป็นกระบะท้ายที่ปลายไม่ “ลาด” ลงเหมือนรุ่นดั่งเดิม ทำให้รถดูขึงขังขึ้นพอควร กระจังหน้าใหม่ลายรังผึ้งที่มาพร้อมกับกันชนทรงสปอร์ต ให้ความรู้สึกดุดันเฉียบคมกว่ารุ่นเดิมมาก ส่วนด้านภายในนั้น มิตซูบิชิ ไทรทันคันที่ทดสอบมาพร้อมเบาะผ้าลายใหม่ ซึ่งดูดีพอสมควร ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะลายจุดที่ใช้น่าจะช่วยอำพรางคราบเลอะได้ แต่ตรงจุดนี้ในเมื่อถูกออกแบบให้เป็นรถกิจกรรมเอนกประสงค์ก็น่าจะมาพร้อมกับเบาะที่ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่กลัวเลอะมากกว่าเบาะผ้า ส่วนด้านงานพลาสติกที่ใช้ในมุมมองส่วนตัวผมยังคิดว่าดู “แข็งกระด้าง” ไปบ้างซึ่งหากปรับปรุงจุดนี้ได้จะทำคะแนนได้ดีกว่านี้มาก อีกหนึ่งการปรับปรุงที่น่ายินดีก็คือ การเลิกใช้หน้าปัดสีฟ้า หันกลับมาใช้หน้าปีดสีดำแบบธรรมดา แม้ว่าจะดูสปอร์ตน้อยลงแต่ทัศนวิสัยดีขึ้นและบุคลิกโดยรวมดูมีคลาสขึ้น เรียกได้ว่าตัดสินใจไม่ผิด ส่วนล้ออัลลอยด์ลายใหม่นั้นว่ากันตามตรงก็ยังไม่รู้สึกว่าใหม่แต่อย่างใด น่าจะปรับให้ใหญ่ขึ้นอีกนิดตามสมัยนิยมน่าจะดูดีไม่น้อย

สรุปในด้านการออกแบบ ไทรทัน ยังคงเป็นรถที่ดูสปอร์ต และน่าจะโดนใจ “หนุ่มสาวรุ่นใหม่” ที่มองหารถเพื่อกิจกรรมเอนกประสงค์ ที่เน้นให้หล่อทั้งในเมือง และลุยได้พอสมควรเมื่อต้องการ ด้วยค่าตัว และค่าบำรุงรักษาและการบริโภคเชื้อเพลิงที่เบากว่ารถเอสยูวีรุ่นต่างๆอยู่เยอะ ทำให้การเป็นตัวเลือกครั้งนี้ดูจะไม่เลวทีเดียว ติดอยู่ก็แต่การทำการตลาดและการสื่อสารไปสู่ผู้บริโภคภายใต้กระแสเชี่ยวกรากของการโหมรุกของสองค่ายใหญ่นั้นหินจริงๆครับ

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

อนาคตเพชรยอดมงกุฏเม็ดใหม่ของบีเอ็มดับเบิ้ลยู!






หากจะกล่าวถึงซีรี่ย์และรุ่นรถต่างๆของค่ายบีเอ็มดับเบิ้ลยูในปัจจุบัน พบว่ามีความหลากหลายและตอบโจทย์สำหรับตลาดรถระดับพรีเมี่ยมได้เกือบจะครบทุกเซ็คเม้นท์ (Segment) ของตลาด โดยเริ่มตั้งแต่รุ่นจิ๋วอย่าง มินิ คูเปอร์ ไปจนถึงรุ่นซีดานรุ่นสุดหรู 6 ดาว (ขอยืมดาวของคุณ อ้วนซ่ามาใช้ซักหน่อย) อย่าง โรลส์รอยซ์ แฟนธอม เรียกได้ว่าค่ายบีเอ็มดับเบิ้ลยูมีทุกสิ่งให้เลือกสรรค์

อ่ะ! ช้าก่อน ที่ว่าครบน่ะจริงหรือ? ใช่ครับหากท่านเป็นแฟนพันธ์แท้รถหรู ท่านจะตอบได้ทันทีว่า บีเอ็มดับเบิ้ลยู ไม่มีรถซุปเปอร์คาร์ ไว้เทียบรุ่นกับค่ายอื่นๆเขาครับ โดยซุปเปอร์คาร์คันสุดท้ายของบีเอ็มดับเบิ้ลยูก็คือรุ่น เอ็มวัน (M1) ซึ่งเลิกทำรถแบบนี้ไปนานกว่า 30 ปี ส่วนที่เหลือก็เป็นรถยนต์ตระกูล เอ็ม ต่างๆของบีเอ็มดับเบิ้ลยูที่นำเอารถเก๋งรุ่นต่างๆมาปรับปรุงจนมีสมถรรนะสูงล้ำขั้นเทพ แต่แม้จะเจ๋งในแง่การขับขี่แต่รถรุ่น เอ็ม ก็ยังขาด อิมเมจ ของซุปเปอร์คาร์แท้ๆ ทำให้บีเอ็มดับเบิ้ลยูต้องนั่งคิดเรื่องนี้อยู่นานสองนาน ถึงการหวนกลับมาสร้างซุปเปอร์คาร์เพื่อเสริมบารมีในฐานะเพชรยอดมงกุฏของบริษัท

หากท่านยังจำภาพของเจ้าปีศาจสีส้ม เอ็มวัน โฮมเมจ (M1 Homage) ที่แอบจอดหลบมุมอยู่ในบูธของบีเอ็มดับเบิ้ลยูในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาได้ นั่นก็เป็นภาพแรกของซุปเปอร์คาร์จากค่ายใบพัดฟ้าขาว ซึ่งการพบกันครั้งแรกพบว่ารถคันนั้นมีบุคลิกภาพหน้าตา โหด หล่อ เท่ห์สมกับเป็นซุปเปอร์คาร์ทุกประการ จะติดอยู่ตรงที่รายละเอียดของเส้นสายที่ “เว่อร์” หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า “ดรามาติค” (Dramatic) แบบรถโชว์ไปนิด แต่ภายในปีเดียว บีเอ็มดับเบิ้ลยูก็ได้ออกเวอร์ชั่นยั่วน้ำลายออกมาให้เราได้ชม ภายใต้ชื่อ “วิชั่น เอฟฟิเชียนท์ไดนามิค คอนเซ็ปท์” (Vision EfficientDynamics Concept)

ความเว่อร์ของรายละเอียดในรถต้นแบบคันล่าสุดนี้ทำให้รุ่น เอ็มวัน โฮมเมจ ดูพับเพียบเรียบร้อยไปถนัดตา แถมยังเพียบด้วยรายละเอียดหวือหวาแบบรถโชว์ที่หากอ่านในรายละเอียดที่ทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูจัดให้เรียกได้ว่าเยอะจัด อ่านกันมึน ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาอากาศพลศาสตร์มาใช้แบบถึงกึ๋น โดยรถคันนี้มีค่าต้านอากาศต่ำสุดๆเพียง 0.22 เท่านั้น หรือ จะเป็นเทคนิคการประกอบแบบใหม่ รวมไปถึงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบดีเซลไฮบริดพลังสูงที่ทำได้ทั้งแรงสุดๆ หรือจะประหยัดสุดๆก็ย่อมได้ (แต่ไม่ได้ทำได้พร้อมๆกันนะครับ) แถมด้วยของแปลกก็คือแม็ก 21 นิ้วที่จับคู่กับยางหน้าแคบพิเศษเพื่อลดแรงเสียดทาน แต่หากมองให้ลึกๆเราสามารถจะพบภาพของอนาคตของซุปเปอร์คาร์แนวคิดใหม่จากบีเอ็มดับเบิ้ลยูที่สืบทอดมาจาก เอ็มวัน โฮมเมจได้กระจ่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่สิ่งที่สามารถที่จะเป็นจริงได้!

ภาพรวมก็คือ ซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำขนาดสูสีกับ แลมโบกีนี่ เมอร์เซียลลาโก ที่เชื่อได้ว่า หากลองลบรายละเอียดหวือหวารุงรังออกไป นี่ก็คือ ซุปเปอร์คาร์ที่มีสัดส่วนสวยงามลงตัวที่สุดคันหนึ่ง เริ่มที่ใบหน้าอันหล่อเหลาคมคาย ไปจนถึงเอาท์ไลน์ด้านข้าง และรูปทรงของไฟท้ายรวมไปถึงรายละเอียดทางอากาศพลศาสตร์บางส่วน ที่เชื่อได้ว่าใกล้เคียงกับรถโปรดักชั่นมาก แถมด้วยทีเด็ดการเป็นรถสี่ที่นั่ง! ซึ่งไม่มีใครเหมือน (ในอดีตเคยมีรถแบบนี้เช่นกัน คือเฟอร์รารี่ มองดิอัล(Ferrari Mondial))

การกลับมาของซุปเปอร์คาร์จาก บีเอ็ทดับเบิ้ลยู ไม่ได้มาแบบธรรมดาๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จนอาจจะเรียกได้ว่านี่อาจจะเป็นเซ็กเม้นท์ใหม่ที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ซุปเปอร์กรันตูริสโม” (Super Gran Turismo) หรือลูกผสมระหว่างรถจีที กับซุปเปอร์คาร์เครื่องกลางลำ ผมแทบจะรอวันที่ บีเอ็มดับเบิ้ลยู วิชั่น เอฟฟิเชียนท์ไดนามิค คอนเซ็ปท์ ลอกคราบของคอนเซ็ปท์คาร์ ออกจนกลายเป็นรถยนต์จริงๆไม่ไหว เพราะการกลับมาหลังจาก 30 ปีของตำนานอย่าง เอ็มวัน นั้นมันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆสำหรับ บีเอ็มดับเบิ้ลยูแน่นอนครับ

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

บูกัตติ กัลลิบิเยร์ 16 ซี เก๋งระดับ 7 ดาว!





หากจะกล่าวถึงเก๋งหรูระดับ 5 ดาว ชื่ออย่าง เล็กซัส, แจกกวาร์, บีเอ็มดับเบิ้ลยู, หรือ เมอร์ซีดีส เบนซ์ นั้นคงจะคุ้นหน้าคุ้นตาด้วยมาตรฐานความหรูหราและสมรรถนะที่เหล่าผู้บริหารต่างให้การยอมรับ แต่สำหรับในโลกนี้ที่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือก้อนเมฆยังมีเครื่องบินแล้ว ยังมีผู้ที่แสวงหาความเป็นที่สุดที่ไม่สบอารมณ์ที่พบว่ามี รถเบนซ์เอสคลาสป้ายแดงจอดกันให้พรึ่บในลานจอดของสยามพารากอน นั่นก็เป็นที่มาของแบรนด์ระดับอัครยานยนต์อย่าง เบนท์ลีย์ มุลซานเน่ (Bentley Mulsanne), โรลส์รอยซ์ แฟนทอม (Rolls Royce Phantom) หรือหากชอบแนวสปอร์ตขับมันส์ ก็ยังรถอย่าง แอสตันมาร์ติน ราพีเด ( Aston Martin Rapide), พอร์ช พานาเมร่า (Porsche Panamera) และ มาเซอราตี ควอทโตรปอร์เต้ (Maserati Quatroporte) ที่ออกผลิตภัณฑ์ออกมาเติมเต็มความฝันของเหล่า เทพ กัน เพราะทั้งสมรรถนะและราคาแต่ละคันนั้นเรียกได้ว่า สูงล้ำดั้นเมฆระดับ 6 ดาว! เพราะสำหรับรถเหล่านี้บางคันต้องถึงกับเรียกว่าในล้านคน อาจมีได้แค่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าของได้!!!

แต่ช้าก่อน! ยังมีคนที่ไม่อยากจะเป็นคนที่เราอยากจะเรียกว่า หนึ่งในล้าน เพราะท่านลองคิดดูดีๆ ถ้าเป็นหนึ่งในล้านคน ก็แสดงว่าในประเทศขวานทองของเรานี้ก็ต้องมีคนระดับเดียวกันถึง 70 คนเชียวหรือ!!! การขับของโหล ( 70 คันมันเกือบ 6 โหลเชียวนะท่าน) มันย่อมไม่สบอารมณ์อภิโคตรมหาเศรษฐีเท่าไรนัก ดังนั้นก็เลยมีบางแบรนด์ที่ออกมาสนอง อีโก้ ของท่านเหล่านั้นด้วยการออกผลิตภัณฑ์ระดับ 7 ดาว ที่อยากจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักกันในวันนี้ก็รถยนต์ที่ฉลองครบรอบ 100 ปี ของบูกัตติ บูกัตติ กัลลิบิเยร์16 ซี นั่นเอง รถยนต์ที่ผมไม่กล้าจะถามราคา

ชื่อที่แสนออกเสียงยากของมันนั้นมาจากชื่อของช่วงที่แสนท้าทายของการแข่งขันจักรยาน ตูร์ เดอ ฟร์องซ์ (Tour De France) รูปลักษณ์ของ กัลลิบิเยร์16 ซีนั้นสืบทอดทรงของรุ่น ไทพ์ 57 แอตแลนติค (Type 57 Atlantic) จากยุค 1930 ที่เป็นทรงหน้ายาว ท้ายลาดมน และโดดเด่นด้วยตัวถังสองสี ซึ่งในรุ่นกัลลิบิเยร์16 ซี สีเงินนั้นมาจากอลูมิเนียมขัดมันจนเงาเหมือนกระจก ส่วนพื้นที่สีน้ำเงินนั้นไม่มีการรองพื้นเหมือนรถทั่วๆไป แต่เป็นพื้นสีน้ำเงินที่ใสจนมองเห็นลวดลายคาร์บอนด์ไฟเบอร์ที่สานอย่างงดงาม เรียกได้ว่าอวดงานฝีมือสุดเนี้ยบอย่างเต็มที่ (การนำรถคันนี้ไปจอดห้างไหนคงต้องจ้างยามมาเฝ้าไม่ให้ใครเดินเฉียด และการล้างรถคงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสไม่ใช่เล่นๆ เพราะขนแมวดูจะมาเยือนได้ไม่ยากเลย)

การเป็นรถยนต์ระดับ 7 ดาวแน่นอนสมถรรนะต้องสุดๆ เพราะชื่อ 16ซี นั้นมาจากจำนวนกระบอกสูบ 16 สูบของมัน แต่การเป็นเป็นรถระดับ 7 ดาวก็ใช่ว่าจะไม่เหลียวแลเรื่องสภาพแวดล้อม เพราะบูกัตติแจ้งว่ารถคันนี้สามารถบริโภคเอทธานอลได้ด้วยขอรับ (อาจจะไม่ได้เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เอทธานอลล้วนๆมันแรงแซ่บอีหลีแท้ๆ) การออกแบบภายในก็นับว่าหรูเริ่ดล้ำด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายและสง่างาม ตัดรายละเอียดวุ่นวายออกจนราวกับเป็นห้องนั่งเล่นที่บุด้วยหนังจากกระเป๋าแอร์เมส ส่วนท่านที่ไม่อยากจะแยกจากรถคันงามของท่าน ไม่ต้องกลัวครับ เพราะบูกัตติเค้าร่วมกับ แบรนด์หรูอย่าง พาร์มิจิอานี (Parmigiani) ทำหน้านาฬิกาฝังหน้าปัดรถที่สามารถถอดออกมาใส่เป็นนาฬิกาข้อมือได้ด้วย และที่สำคัญนาฬิการุ่นนี้มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้เพราะต้องซื้อรถก่อนนะขอรับถึงจะมีได้ ถ้าเจอใครใส่นาฬิการุ่นนี้มาก็รู้ได้เลยนะครับว่าเขาคนนั้นน่ะ หนึ่งในสิบล้านครับ

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

โอ้วววววววว บทความปีกว่าๆ เยอะขนาดนี้เชียว

กว่าจะ upload หมดเล่นเอาเมื่อย รู้งี้ทำมาตั้งนานแล้ว
อ่านๆไปก็เหมือนเข้า time machine เพราะหลายๆเรื่องก็มองผิดไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ยเรา

ติดตามอ่านตอนใหม่ๆได้ทาง เดลินิวส์ ทุกวันอาทิตย์นะครับ

ฉลามบุก!


สวัสดีวันอาทิตย์กับท่านผู้อ่านที่รักอีกครั้ง และขอแสดงความยินดีกับแฟนๆของค่ายมิตซูบิชิที่การรอคอยอันแสนยาวนานนั้นได้สิ้นสุดกันเสียทีกับการมาถึงของเจ้าฉลาม นิวแลนเซอร์ อีเอ็กษ์ (Lancer EX) ในวันที่ 15 กันยายนนี้

แม้ว่าจะออกมาวาดลวดลายในเวทีโลกมากว่าสองปีแล้วในฐานะผู้สืบทอดสายพันธ์รุ่นที่ 8 นับตั้งแต่ปี 1973 เป็นต้นมาซึ่งนับเวลาที่เรารู้จักชื่อนี้มาก็นับได้กว่า 36 ปี ถ้าเป็นคนก็นับได้ว่าเป็นหนุ่มใหญ่มากประสบการณ์คนหนึ่งแล้วทีเดียว และหากจะว่าไปแลนเซอร์รุ่นที่ 8 นี้ก็เป็นหนึ่งในแลนเซอร์ที่ดูแจ่มแจ๋วที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่ฉีกแนวรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทั่วๆไป ที่นิยมแนวการออกแบบที่เรียกว่า “แค้บฟอร์เวิร์ด” (Cab Forward) ที่มีฝากระโปรงหน้าสั้นๆและห้องโดยสารยาวๆ ไปสู่การออกแบบที่ดูเผินๆ(ถ้าไม่ติดตรงโอเวอร์แฮงค์หน้าที่ยาว) ราวกับเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังเสียด้วยซ้ำไปเพราะแลนเซอร์ใหม่นี้มีฝากระโปรงหน้าที่ยาวดูดุดันได้ใจ สมกับฉายาที่คนรถทั้งหลายเรียกมันว่า “หน้าฉลาม” เป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าท่านที่เคยเป็นแฟนรถยนต์ยี่ห้ออื่นมาตลอด คราวนี้คงต้องหันมาลองรถค่ายมิตซูบิชิดูบ้างแล้ว ส่วนเรื่องเครื่องยนต์แน่นอนว่าถ้ารูปลักษณ์ดูเปรี้ยวขนาดนี้คงไม่ให้เครื่องยนต์ “ติ๋มๆ” แน่นอน ดังนั้นแลนเซอร์ใหม่จะมาพร้อมเครื่อง 1.8 และตามด้วย 2.0 รับประกันว่า ไม่สวยแต่รูปจูบไม่หอมแน่ๆ พร้อมซะขนาดนี้ อัวนซ่า ขอฟันธงว่าได้เห็นปรากฏการณ์ยอดจอดถล่มทลายแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ มาสด้า 3 และซีวิค เอฟดี หวนมาหาค่ายมิตซูบิชิอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีอะไรตื่นเต้นมานาน เอาใจช่วยนะครับ

เรื่องสนนราคานั้นยังอุปเงียบ แต่มิตซูบิชิยังมีทีเด็ด ด้วยการอุดช่องว่างรถยนต์ขนาดเล็กที่ตัวเองไม่มีมาเปรียบมวยกับ รถอย่าง ฮอนด้า ซิตี้ หรือโตโยต้า วิออส ด้วยการนำเอาแลนเซอร์ หรือเจ้า ซีเดีย โฉมที่แล้วมาปรับราคาขายกันใหม่ เรียกได้ว่างานนี้ชนกับรถเล็กๆจากสองค่ายดังอย่างจัง ด้วยหมัดเด็ดของมิตซูบิชิคือ ราคาเบาๆ กับ ขนาดตัวที่ใหญ่กว่าเห็นๆ พร้อมกับความประหยัดแบบสุดๆ จากการใช้ เครื่อง 1.6 ที่บริโภคน้ำมัน E20 ร่วมกับระบบแก๊ส ซีเอ็นจี เรียกได้ว่าใครอยากได้ของดีราคาถูกเชิญทางนี้ได้เลยเพราะงานนี้ เขาขายกันที่ 5.9-6.8แสนเท่านั้น ถ้าไม่กังวลว่าจะต้องใช้รถโฉมล่าสุด การเลือกมิตซูบิชิ แลนเซอร์ 1.6 ซีเอ็นจี นับว่า คุ้มสุดจะคุ้ม เพราะห้องโดยสารนั้นโออ่ากว่า นั่งสบายกว่ารถเล็กของอีกสองค่ายอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าหน่วยงานใดต้องการได้รถมาใช้งานเป็นรถประจำองค์กร หรือใช้เป็นรถครอบครัว ตัวเลือกนี้รับรองไม่มีผิดหวัง คอนเฟิร์ม!

แนวรุกใหม่จากมิตซูบิชิ คราวนี้เฉียบคมยิ่ง เพราะบุกครั้งเดียวเล่นถึงสองตลาด และต้นทุนการแข่งขันก็ยังต่ำเสียด้วย เจ้ายุทธภูมิเดิมเห็นทีจะหายใจไม่คล่องคอเป็นแน่ งานนี้สนุกครับมิตซูบิชิจะกลับมาผงาดอีกครั้งได้หรือไม่ศึกครั้งนี้ชี้ชะตาครับ

แสงสว่าง(ลิบๆ)ที่ปลายอุโมงค์



สวัสดีวันอาทิตย์กับเรื่องราวสาระยานยนต์ไปกับผม อ้วนซ่า แอบซิ่ง อีกครั้งนะขอรับ ทุกวันนี้แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะเป็นอย่างไรแต่ก็ดูเหมือนพี่น้องชาวไทยก็ “ชาชิน” กับน้ำมันราคาแพงกันถ้วนหน้า ราคาน้ำมันในบ้านเราที่แม้ว่าจะเทียบกับประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันก็ไม่ได้สูงกว่าเรียกได้ว่า สูสีกับอเมริกา แถมหากอุตริไปเทียบกับแถวยุโรปที่แพงกว่าบ้านเราเป็นเท่าตัวด้วยแล้วก็ยังต้องบอกว่าราคาบ้านเราไม่แพง แต่หากมองกันตามจริงรายได้ของคนในบ้านเรา “ต่ำ” กว่ายุโรป หรืออเมริกาอย่างไม่รู้จะเทียบกันได้อย่างไรก็เลยเป็นที่น่าสงสัยว่าเราจะอยู่กันแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

ดังนั้นการหาพลังงานทางเลือกก็ดูจะเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นตราบใดที่เรายังคงต้องเดินทางไปไหนมาไหนไกลกว่าเท้าเดิน หรือปั่นจักรยาน ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์เจ้าไหนไวกว่าก็ดูเหมือนจะฉกชิงความได้เปรียบตรงนี้ไว้ได้ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี ไฮบริด ลูกผสมน้ำมันกับไฟฟ้า ซึ่งค่าย โตโยต้าเป็นผู้นำร่องในประเทศไทยในขณะนี้ หรือจะเป็นกลุ่มที่เน้นความประหยัดจากการใช้แก๊สซีเอ็นจี หรือที่รู้จักกันดีชื่อ เอ็นจีวี ซึ่งดูจะมีให้เลือกพอสมควรเริ่มตั้งแต่รถหรูอย่าง เมอร์เซเดส เบนซ์ อีคลาส เอ็นจีที, รถครอบครัวอย่าง เชฟโรเล็ท ออปตร้า, มิตซูบิชิ แลนเซอร์, โปรตอน เพอร์โซนา ซึ่งคาดว่าจะมีทยอยกันออกมาอีกรุ่นสองรุ่นในเร็ววัน, รถกระบะที่จริงจังก็เห็นอยู่เจ้าเดียวคือ ทาทา ซีนอน ส่วนค่ายที่ตกลงปลงใจไปกับน้ำมันแบบแก๊สโซฮอล์ E85 หลักๆก็เห็นเพียง วอลโว่ ซึ่งค่าตัวก็นับว่าแพงโข จะซื้อมาเพื่อประหยัดก็ดูพิลึกๆเหมือนเป็นเศรษฐีแต่กลัวค่าน้ำมันดูไม่สมเหตสมผล และท้ายสุดก็คือค่ายที่หันไปจับมือกับเทคโนโลยีเครื่องดีเซล อย่างบีเอ็มดับเบิ้ลยู และฟอร์ด ซึ่งก็ได้รับความสนใจในระดับที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากจะประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องยนต์เบนซินแล้วยังได้พลังกำลังเร่งแซงที่ถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณ กว่ารถเบนซินเดิมๆอีกเยอะ

ในอนาคตอันใกล้ดูเหมือนเราอาจจะมีทางเลือกใหม่ๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีที่ไม่ง้อน้ำมัน อย่างนิสสัน ลีฟ (Nissan Leaf) ที่มาพร้อมกับระบบไฟฟ้าล้วนๆเต็มระบบ ซึ่งถ้าจะเป็นไปได้ในการทำตลาดก็คงต้องร่วมมือกับภาครัฐในการวางสาธารณูปโภคในเรื่องของสถานีจ่ายไฟฟ้า ซึ่งจะว่าไปก็ง่ายกว่าการทำปั้มแก๊สเอ็นจีวีอยู่โข แต่ก่อนจะนำรถไฟฟ้าอย่าง ลีฟเข้ามา นิสสันขอชิงเปิดตลาดรถแนวประหยัด อีโคคาร์ไปก่อนกับ รถรุ่นมาร์ช (Nissan March) ที่แหล่งข่าวยืนยันแล้วว่า ลุยแน่ๆ ส่วนรายสุดท้ายก็เห็นจะเป็นค่ายมิตซูบิชิก็ได้ฤกษ์พร้อมจะคลอด แลนเซอร์ใหม่กันเสียทีโดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 และ 2.0 ลิตร และคราวนี้มาพร้อมกับจุดเด่นที่สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ในเครื่องยนต์ขนาด 1.8 เรียกได้ว่า ตอบโจทย์คนรักประหยัดได้ลงตัว เพราะราคารถเองก็น่าจะได้เปรียบกว่าคู่แข่งเนื่องจากแต้มต่อด้านภาษีสรรพสามิต ซึ่งแม้ว่าน้ำมันเองจะมีสมรรถนะด้อยกว่าน้ำมันแก็ซโซฮอล์ อี10 หรืออี20 อยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการอะไรปรู้ดปร้าดก็ดูเป็นทางเลือกที่เหมาะเจาะ

แสงสว่างที่ปลายทางลิบๆ ดูเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่ต้องคอยลุ้นว่า ไก่กับไข่อะไรมันจะต้องเกิดก่อนกัน ปล่อยให้เราๆท่านๆก็ต้องกล้ำกลืนไปกับเรื่องไก่ๆไข่ๆกันไปเสียนาน

เบนท์ลีย์ มุลซานเน; ศึกชิงเจ้ายุทธภพ



ปัจจุบันนี้หากกล่าวถึงชื่อของ เบนท์ลีย์ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความอลังการที่มาพร้อมกับพละกำลังที่เรียกได้ว่า “เหลือเฟือ” แต่กว่าจะได้มายืนอยู่แถวหน้านั้นเส้นทางชีวิตของ เบนท์ลีย์นั้นเต็มไปด้วยขวากหนามกว่าที่หลายๆคนคิดไว้ จากที่เคยต้องอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่หวามอมขมกลืน ในฐานะ “เงา” ของโรลส์รอยซ์ อยู่นานเกือบ 7 ทศวรรษ แม้ต่อมาในช่วงท้ายๆของความสัมพันธ์กับโรลส์รอยซ์นั้นก็ได้ปรับวิทยฐานะให้สูงขึ้นอีกนิดมาเป็น “ทางเลือกสำหรับเศรษฐีเท้าตะกั่ว” ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ในฐานะเพชรยอดมงกุฏของอาณาจักรโฟลค์สวาเกนในยุคต้นของสหัสวรรษ ที่ซึ่งเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของเบนท์ลีย์ได้ถูกกอบกู้ จนพร้อมสำหรับการเข้าชิงตำแหน่ง “ฮ๋องเต้แห่งวงการรถยนต์” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยสุดยอดยนตรกรรมหลากรุ่นอาทิ คอนติเนนตัล จีที (Continental GT) ที่เศรษฐี และเหล่าเซเลบคนดังในอเมริกันต้องมีกันคนละคันราวกับเป็นเครื่องหมายของการยอมรับทางสังคมแบบหนึ่งไปแล้ว

หลังจากที่ได้ออกไปฝึกปรือวิทยายุทธ์มาจนครบเครื่องแล้ว วันเวลาแห่งการเข้าชิงบัลลังก์กับ โรลส์รอยซ์ ของเบนท์ลีย์ก็มาถึงพร้อมกับการเปิดตัว รุ่นเรือธงคันใหม่ถอดด้ามของบริษัทภายใต้ชื่อ “เบนท์ลีย์ มุลซานเน่” (Bentley Mulsanne) อันได้มาจากชื่อของช่วงทางตรง“มุลซานเน่ สเตรท” (Mulsanne Straight) ที่รถแข่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดในสนามแข่งความเร็วอันแสนทรหด “เลอมังส์ 24 ชั่วโมง” (Le Mans 24 hours) ในประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งเบนท์ลีย์ในอดีตยุคทศวรรษที่ 30 เคยสร้างปรากฏการณ์เอาชนะรถแข่งฝรั่งเศสอย่าง “บูกัตติ” (Bugatti) แบบ 4 ปีซ้อน ด้วยรถรุ่นซุปเปอร์ชาจน์ ที่ทั้งใหญ่ทั้งหนัก แต่ก็แรงและอึด ทำให้คนฝรั่งเศสตั้งชื่อแบบประชดประชันว่า “รถบรรทุกที่เร็วที่สุดในโลก” ชื่อของเบนท์ลีย์ในฐานะ รถคันโตที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่แรงด้วยระบบอัดอากาศ (ซุปเปอร์ชาจน์ หรือเทอร์โบ) กลายเป็นตำนานคู่กับสนามเลอมังส์ และวงการรถยนต์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

มุลซานเน่ ใหม่นั้น หากจะเปรียบเทียบกับโรลส์รอยซ์ เรียกได้ว่าใช้ตำราการออกแบบคนละเล่มกันเลยทีเดียว ในขณะที่โรลส์รอยซ์ โดดเด่นด้วยรูปทรงหนาหนักกับสัดส่วนที่ใหญ่โตเกินจริงแต่กลับมีรายละเอียดทางการออกแบบที่ เฉียบล้ำยุค เกิดเป็นส่วนผสมที่ไม่เหมือนใครแฝงไว้ด้วยพฤติกรรม “ข่มขวัญ” และ “หยิ่งผยอง”อยู่ในที แต่กับเบนท์ลีย์ มุลซานเน่ นั้นเลือกที่จะเดินในเส้นทางสายคลาสสิค และถ่ายทอดเส้นสายของเบนทลีย์รุ่นดั่งเดิมออกมาอย่างสง่างาม ดูหนาหนักมั่นคง แต่เล่นเหลี่ยมมุมและแสงเงาอย่างชาญฉลาด จนทำให้รถยนต์คันนี้ดูแล้วมีรสนิยมแบบผู้ดีอังกฤษแท้ๆ ที่น่าเกรงขามแต่ไม่หยิ่งผยอง และด้วยข่าววงในที่ว่า มุลซานเน่นั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบคลาสสิคแต่ก็ปรับแต่งให้ทันสมัยแบบ V8 ขนาด 6.75 ลิตรพร้อมระบบอัดอากาศด้วยเทอร์โบที่มาพร้อมแรงบิดมหาศาลอันเป็นเอกลักษณ์ ต่างกับเบนท์ลีย์ร่วมสมัยคันอื่นๆที่ใช้เครื่องยนต์ของโฟลค์สวาเกน ทำให้มันเต็มไปด้วยสเน่ห์ของเบนท์ลีย์ “แท้ๆ” อย่างเต็มที่

ปี 2010 คือ ปีที่รถยนต์ เบนท์ลีย์ มุลซานเน่ จะเข้าสู่สนามประลอง จับตาดูให้ดีเพราะทางโรลส์รอยซ์ เองก็ยังมีกระบี่สังหาร อย่างรุ่น 200อีเอ็กซ์ (200EX) หรือที่มีข่าวรั่วมาว่าอาจจะใช้ชื่ออมตะอย่าง โกสต์ (Ghost) หรือ ปีศาจ (หลายๆท่านคงประหลาดใจที่ โรลส์รอยซ์ ชอบใช้ชื่อวิปริตอย่าง ผี วิญญานหรือ ปีศาจ สาเหตุคือเรื่องของแรงบันดาจใจจากความเงียบเชียบราวกับลมหายใจของปีศาจ-ผู้เขียน) รออยู่เช่นกัน หากจะให้ฟันธงว่าผู้ใดจะปราชัย บอกได้คำเดียวว่า ตลาดรถยนต์หรูระดับ 5 ดาวนั้นเป็น “ศึกชิงเจ้ายุทธภพ” ที่จะไม่มีใครยอมใครแน่นอน