วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

เบนท์ลีย์ มุลซานเน; ศึกชิงเจ้ายุทธภพ



ปัจจุบันนี้หากกล่าวถึงชื่อของ เบนท์ลีย์ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความอลังการที่มาพร้อมกับพละกำลังที่เรียกได้ว่า “เหลือเฟือ” แต่กว่าจะได้มายืนอยู่แถวหน้านั้นเส้นทางชีวิตของ เบนท์ลีย์นั้นเต็มไปด้วยขวากหนามกว่าที่หลายๆคนคิดไว้ จากที่เคยต้องอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่หวามอมขมกลืน ในฐานะ “เงา” ของโรลส์รอยซ์ อยู่นานเกือบ 7 ทศวรรษ แม้ต่อมาในช่วงท้ายๆของความสัมพันธ์กับโรลส์รอยซ์นั้นก็ได้ปรับวิทยฐานะให้สูงขึ้นอีกนิดมาเป็น “ทางเลือกสำหรับเศรษฐีเท้าตะกั่ว” ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ในฐานะเพชรยอดมงกุฏของอาณาจักรโฟลค์สวาเกนในยุคต้นของสหัสวรรษ ที่ซึ่งเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของเบนท์ลีย์ได้ถูกกอบกู้ จนพร้อมสำหรับการเข้าชิงตำแหน่ง “ฮ๋องเต้แห่งวงการรถยนต์” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยสุดยอดยนตรกรรมหลากรุ่นอาทิ คอนติเนนตัล จีที (Continental GT) ที่เศรษฐี และเหล่าเซเลบคนดังในอเมริกันต้องมีกันคนละคันราวกับเป็นเครื่องหมายของการยอมรับทางสังคมแบบหนึ่งไปแล้ว

หลังจากที่ได้ออกไปฝึกปรือวิทยายุทธ์มาจนครบเครื่องแล้ว วันเวลาแห่งการเข้าชิงบัลลังก์กับ โรลส์รอยซ์ ของเบนท์ลีย์ก็มาถึงพร้อมกับการเปิดตัว รุ่นเรือธงคันใหม่ถอดด้ามของบริษัทภายใต้ชื่อ “เบนท์ลีย์ มุลซานเน่” (Bentley Mulsanne) อันได้มาจากชื่อของช่วงทางตรง“มุลซานเน่ สเตรท” (Mulsanne Straight) ที่รถแข่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดในสนามแข่งความเร็วอันแสนทรหด “เลอมังส์ 24 ชั่วโมง” (Le Mans 24 hours) ในประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งเบนท์ลีย์ในอดีตยุคทศวรรษที่ 30 เคยสร้างปรากฏการณ์เอาชนะรถแข่งฝรั่งเศสอย่าง “บูกัตติ” (Bugatti) แบบ 4 ปีซ้อน ด้วยรถรุ่นซุปเปอร์ชาจน์ ที่ทั้งใหญ่ทั้งหนัก แต่ก็แรงและอึด ทำให้คนฝรั่งเศสตั้งชื่อแบบประชดประชันว่า “รถบรรทุกที่เร็วที่สุดในโลก” ชื่อของเบนท์ลีย์ในฐานะ รถคันโตที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่แรงด้วยระบบอัดอากาศ (ซุปเปอร์ชาจน์ หรือเทอร์โบ) กลายเป็นตำนานคู่กับสนามเลอมังส์ และวงการรถยนต์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

มุลซานเน่ ใหม่นั้น หากจะเปรียบเทียบกับโรลส์รอยซ์ เรียกได้ว่าใช้ตำราการออกแบบคนละเล่มกันเลยทีเดียว ในขณะที่โรลส์รอยซ์ โดดเด่นด้วยรูปทรงหนาหนักกับสัดส่วนที่ใหญ่โตเกินจริงแต่กลับมีรายละเอียดทางการออกแบบที่ เฉียบล้ำยุค เกิดเป็นส่วนผสมที่ไม่เหมือนใครแฝงไว้ด้วยพฤติกรรม “ข่มขวัญ” และ “หยิ่งผยอง”อยู่ในที แต่กับเบนท์ลีย์ มุลซานเน่ นั้นเลือกที่จะเดินในเส้นทางสายคลาสสิค และถ่ายทอดเส้นสายของเบนทลีย์รุ่นดั่งเดิมออกมาอย่างสง่างาม ดูหนาหนักมั่นคง แต่เล่นเหลี่ยมมุมและแสงเงาอย่างชาญฉลาด จนทำให้รถยนต์คันนี้ดูแล้วมีรสนิยมแบบผู้ดีอังกฤษแท้ๆ ที่น่าเกรงขามแต่ไม่หยิ่งผยอง และด้วยข่าววงในที่ว่า มุลซานเน่นั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบคลาสสิคแต่ก็ปรับแต่งให้ทันสมัยแบบ V8 ขนาด 6.75 ลิตรพร้อมระบบอัดอากาศด้วยเทอร์โบที่มาพร้อมแรงบิดมหาศาลอันเป็นเอกลักษณ์ ต่างกับเบนท์ลีย์ร่วมสมัยคันอื่นๆที่ใช้เครื่องยนต์ของโฟลค์สวาเกน ทำให้มันเต็มไปด้วยสเน่ห์ของเบนท์ลีย์ “แท้ๆ” อย่างเต็มที่

ปี 2010 คือ ปีที่รถยนต์ เบนท์ลีย์ มุลซานเน่ จะเข้าสู่สนามประลอง จับตาดูให้ดีเพราะทางโรลส์รอยซ์ เองก็ยังมีกระบี่สังหาร อย่างรุ่น 200อีเอ็กซ์ (200EX) หรือที่มีข่าวรั่วมาว่าอาจจะใช้ชื่ออมตะอย่าง โกสต์ (Ghost) หรือ ปีศาจ (หลายๆท่านคงประหลาดใจที่ โรลส์รอยซ์ ชอบใช้ชื่อวิปริตอย่าง ผี วิญญานหรือ ปีศาจ สาเหตุคือเรื่องของแรงบันดาจใจจากความเงียบเชียบราวกับลมหายใจของปีศาจ-ผู้เขียน) รออยู่เช่นกัน หากจะให้ฟันธงว่าผู้ใดจะปราชัย บอกได้คำเดียวว่า ตลาดรถยนต์หรูระดับ 5 ดาวนั้นเป็น “ศึกชิงเจ้ายุทธภพ” ที่จะไม่มีใครยอมใครแน่นอน

แมทช์ล้างตาของม้าลำพอง






ในวงการรถยนต์นั้นจะว่าไปก็มีคู่ชกตลอดกาลอยู่ด้วยกันหลายต่อหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ซีรี่ย์ต่างๆของ บีเอ็มดับเบิ้ลยู กับคลาสต่างๆของเมอร์เซเดสเบนซ์ ที่ต่างก็ออกแบบมาประกบคู่กันเป๊ะๆ รุ่นต่อรุ่น และก็พลัดกันแพ้พลัดกันชนะเรื่อยมา และจะว่าไปในวงการรถสปอร์ตชั้นสูงนั้นเจ้าม้าลำพอง เฟอร์รารี่ ดูจะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากรถสปอร์ตพันธ์ดุเครื่องวางกลางลำแบบแปดสูบอย่างรุ่น F355, F360 แบบไร้คู่แข่ง ที่จะมีมาใกล้ก็คือ กบมหาภัย พอร์ช 911 ซึ่งก็ยังไม่น่าจะนับว่าเป็นคู่กัดโดยตรงเพราะ รูปทรงและภาพลักษณ์ยังห่างกัน แต่หลังจากที่บริษัทเอาดี้ จากเยอรมัน เข้ามาซื้อบริษัทผลิตซุปเปอร์คาร์สัญชาติอิตาเลียน อย่าง แลมโบร์กีนี่ และผลที่ได้จากการสมรสข้ามชาติก็คือ สิ่งที่ทำให้เจ้าตลาดอย่างเฟอร์รารี่ต้องท้องเฟ้อเรอเปรี้ยวมาหลายปีก็คือ การมาถึงของเจ้ากระทิงหนุ่ม กัญญาโด (Lamborghini Gallardo) ด้วยความพร้อมทางด้านการเงินของพ่อชาวเยอรมัน ทำให้กัลญาโด พรั่งพร้อมทั้งด้านรูปลักษณ์ คุณภาพการประกอบ และสมรรถนะระดับสุดๆจากเครื่องยนต์วี 10 พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ นอกจากนั้นยังไม่พอ การสมรสครั้งนี้ยังได้ทายาทที่น่ารักน่าชังที่ทำให้เฟอร์รารี่ต้องนั่งกัดฟันกรอดๆ อีกคันก็คือ เอาดี้ อาร์8 (Audi R8) ที่ถูกอกถูกใจคนที่ชอบรถยนต์สมรรถนะสูง แต่ไม่อยากที่จะละทิ้งความสะดวกสบาย เรียกได้ว่า การสมรสครั้งนี้ทำเอาเฟอร์รารี่ชอกช้ำระกำใจ กระอักเป็นเลือดอยู่ทุกค่ำคืน

แต่ความชอกช้ำนั้นจะกลายเป็นอดีต เพราะเฟอร์รารี่สามารถแก้เกมส์ที่เกิดอาการ ยึกๆยักๆ จึ๊กๆจั๊กๆ” ในตลาดที่เรียกได้ว่า ตัวเลือกเด่นๆเต็มไปหมดได้อยู่หมัดแน่ๆ เพราะ ม้าลำพองหนุ่มนั้น “ครบเครื่อง” ใหม่ถอดด้ามในทุกมิติ ชื่อของมันคือ เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย (Ferrari 458 Italia) ชื่อ 458 มาจากกระบวนการตั้งชื่อแบบคลาสสิคแบบดั่งเดิมของเฟอร์รารี่นั่นคือ 45 เท่ากับความจุเครื่อง 4.5 ลิตร และ 8 มาจากจำนวนกระบอกสูบ เครื่องยนต์ 8 สูบขนาด 4.5 ลิตรไม่มีเทอร์โบ หรือซุปเปอร์ชาจน์นี้สามารถเบ่งพลังออกมาได้อย่างน่าทึ่งถึง 570 แรงม้า! หรือเท่ากับ 127 แรงม้าต่อลิตร นับว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งประสานเข้ากับตัวถังลู่ลมแต่สร้างแรงกดสูง และน้ำหนักรถที่เบาเพียง 1.38 ตัน หรือหนึ่งแรงม้าแบกน้ำหนักแค่ 2.4 กิโลเท่านั้น ที่ทำอัตราเร่งได้ดุเดือดระดับ 0-100 กิโลเมตรใน 3.4 วินาที และความเร็วปลายระดับ 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การันตีได้ว่า “แซ่บอีหลี” แน่นอน

แนวคิดทางการออกแบบของ 458 นั้นฉีกแบบแผนธรรมเนียมเดิมๆของเฟอร์รารี่แบบแปดสูบเครื่องวางกลางที่ได้รับสืบทอดต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปี นับตั้งแต่ 206 และ 264ดิโน (Dino) จนถึงรุ่น 430 ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าดูภาพประกอบก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า พัฒนาการของรูปทรงนั้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยึดถือเส้นสายคลาสสิคที่ได้รับการออกแบบจากบรมครูด้านการออกแบบรถยนต์ของอิตาลีอย่าง ปินินฟารีนา ที่ได้สร้างสรรค์รูปทรงอมตะอันเน้นความลื่นไหลและนุ่มนวลจากหัวจรดท้าย ให้กับเฟอร์รารี่แบบเครื่องวางกลาง 8 สูบที่เรารู้กันในชื่อของ 308, 328, 348, 355, 360, และ 430 ตลอดมา

แต่ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนไปในรุ่น 458 อิตาเลีย เพราะเส้นสายที่ไหลต่อเนื่องแบบคลาสสิคและช่องดูดอากาศด้านข้างตัวถังเป็นอดีตไปเสียแล้ว 458 มาพร้อมกับเส้นสายที่แม้จะให้ความรู้สึกโค้งเว้าเซ็กซี่แต่จังหวะจะโคนนั้น ฉับพลัน และก้าวร้าวกว่ามาก ส่วนหนึ่งดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากการออกแบบของ เคน โอกูยามะ นักออกแบบชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งร่ำเรียนด้านการออกแบบมาจากสหรัฐอเมริกา และเคยเป็นหัวหน้าทีมออกแบบของปินินฟารินาในช่วงปลายยุค 90 ผู้ให้กำเนิดรูปแบบอันน่าตื่นตาตื่นใจของ เฟอร์รารี่ เอ็นโซ่ ไฮเปอร์คาร์ของเฟอร์รารี่ในยุคปัจจุบัน และได้ก่อกำเนิดเส้นสายที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่ “กบฐ” ต่อคลาสสิควิถีแบบอิตาเลียนมิใช่น้อย แต่กับ 458 อิตาเลียนี้สำนักปินินฟารีนาได้ตีความกับคำว่า “กบฐ” เสียใหม่ และผลที่ได้ก็คือ ความขัดแย้งที่ลงตัวอย่างถึงกึ๋น และทำให้ 458 อิตาเลีย เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ล้วนแต่กระตุ้นอารมณ์ให้อะดรีนาลินกระฉูดได้ไม่ยาก เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าซีนอนพร้อมไฟแอลอีดีแนวตั้งที่คมเฉียบและเกรี้ยวกราด เรียกได้ว่าหากพบมันบนกระจกมองหลังของรถคุณก็ควรจะหลีกทางให้เสียจะดีกว่า ปีกเล็กๆด้านกระจังหน้าเป็นเทคนิคการออกแบบที่แหวกแนวที่เฟอร์รารี่เรียกว่า แอโร่อีลาสติก กล่าวคือที่ความเร็วต่ำทำหน้าที่เป็นปีกจัดสรรกระแสลมเข้าสู่ระบบระบายความร้อนอย่างเต็มที่แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงตัวของปีกเองจะหยุ่นตัวและเปลี่ยนแปลงรูปร่างภายใต้กระแสลม เพื่อลดแรงต้านอากาศโดยไม่ต้องอาศัยกลไลใดๆ นับว่าเป็นแนวคิดทางวิศวกรรมที่สร้างสรรค์ไม่น้อย

เส้นสายด้านข้างนั้น แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ เคน โอกูยามะอย่างชัดเจน ในเรื่องของการประสานเส้นสายที่ขัดแย้งเข้าด้วยกัน ส่วนช่องดูดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์นั้นประสานเข้ากับส่วนฐานหลังคาอย่างกลมกลืน หมดยุคของช่องเปิดด้านข้างตัวถัง ในส่วนของด้านท้าย ไฟท้ายกลมใหญ่ดวงเดียวต่อข้างได้เข้ามาแทนที่ไฟกลมคู่อย่างลงตัว เช่นกันกับเฟอร์รารี่ร่วมสมัยอย่าง รุ่น 599 การวางตำแหน่งไฟท้ายให้คาบเกี่ยวอยู่มุมนอกสุดของตัวถังด้านบน ช่วยขยายให้บั้นท้ายของมันดูกว้างและอลังการ ในส่วนท่อไอเสียเองก็นับได้ว่าเป็นเซอร์ไพรซ์ เพราะนี่คือเฟอร์รารี่คันแรกที่ใช้ท่อไอเสีย 3 ปลายเป็นคันแรกนับตั้งแต่ รุ่น F40 จากปลายต้นยุค 90

ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นอันแสนจะหวือหวานั้นได้รับการพัฒนาโดยอาศัยข้อมูลจากนักแข่งระดับตำนาน มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ทำให้เชื่อได้ว่าการวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ จะเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบและเหมาะกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงเป็นอย่างยิ่ง

สรุปว่า สปอร์ต รุ่นแรกเข้าของเฟอร์รารี่ตอนนี้มีด้วยกัน 2 รุ่น ต่างสไตล์ คือเจ้าตัวจี้ด 458 อิตาเลีย และครุซเซอร์ เปิดประทุน เฟอร์รารี่ คาร์ลิฟอร์เนีย เรียกได้ว่าพร้อมทั้งคนที่ต้องการจะขับแบบชิลล์ๆแต่ หากอยากจะมันส์ก็ทำได้แจ๋วหรือ ขับแบบดุดันไม่ประนีประนอม เฟอร์รารี่มีให้หมด งานนี้แหละคดีพลิก! เพราะงานนี้เค้ากลับมาทวงบัลลังก์และถ้าปล่อยให้หลุดไปแล้ว อาจจะไม่ได้คืนมาแล้วนะขอรับ และเชื่อได้ว่เจ้าม้าลำพองตัวใหม่นี้จะเป็นที่หนึ่งในยุทธภพนี้ไปอีกพักใหญ่ทีเดียว

รถยนต์สำหรับชายพจน์


การจะหาพาหนะคู่ใจสำหรับคนมีชาติตระกูล หรือเหล่าผู้ดีนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ สำหรับในมุมมองของผมแล้ว ผมว่าเทียน่าใหม่นั้นเหมาะกับตัวละครผู้ดีเก่าในนิยายสุดคลาสสิตของชายไทยอย่าง “ท่านชายพจน์” ทุกประการ (ในกรณีที่ท่านไม่ได้นั่งรถสุดคลาสสิคจากยุโรป พวก แจกกวาร์ หรือ เบนท์ลีย์ นะครับ) ทำไมนะหรือ? คำตอบไม่ยากครับ เพราะทุกแง่มุมของรถคันนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่ให้คำนิยามของคำว่า “สุขุมคัมภีรภาพ” ได้อย่างชัดเจนที่สุด

เริ่มตั้งแต่รูปทรงทั้งภายนอกและภายในของ เทียน่า นั้นให้ความรู้สึกรถยนต์สำหรับ “ผู้ดี” ในทุกกระเบียดนิ้ว เพราะเส้นสายและวัสดุทุกเส้นที่ประกอบขึ้นมาเป็นเทียน่านั้น “หรูหรา และสง่างาม” (หากจะใช้คำภาษาอังกฤษ ผู้เขียนอยากจะใช้คำว่า Majestic ซึ่งหาได้ยากกับรถยนต์สมัยนี้) เทียน่านั้นใช้เส้นสายที่ไหลเนื่อง นุ่มนวล ดูราวกับเรือใบที่แล่นแหวกระลอกคลื่นบนทะเลสาบที่ราบเรียบ ทุกขณะเป็นไปแบบ นุ่มนวล แช่มช้อย สุภาพ ในห้องโดยสารนั้นการเลือกใช้วัสดุผิวกึ่งมันกึ่งด้านทั้งไม้และโลหะ แสดงออกถึงความใส่ใจในเรื่องของ “สัมผัส” มากทีเดียว เพราะให้ความพอดีในเรื่องของความสะท้อนแสง เราจะไม่พบอะไรที่แวววาวแปลบปลาบสะท้อนเข้าตา หรือทิ้งรอยนิ้วมือไว้เหมือนกับวัสดุผิวมัน วัสดุประเภทหนังสีอ่อนที่นุ่มนวลและให้สัมผัสราวกับกระเป๋าหนังชั้นดีก็ให้ความรู้สึกพิถีพิถัน (แม้จะทำให้เป็นกังวลได้ว่าจะอยู่รอดได้นานขนาดไหน) ความอบอุ่นนุ่มนวลยังคงถ่ายทอดลงมาในด้านการใช้แสงในห้องโดยสารของ เทียน่านั้นยังยึดแสงสีเหลืองอำพันเหมือนเดิม ซึ่งต่างจากรถคู่แข่งในระดับเดียวกันที่เน้นการใช้แสงสีแนวเทคโน อย่างสีฟ้า สีขาว ซึ่งแม้จะดูไฮเทคแต่หากมองในแง่ของความผ่อนคลายนั้น เทียน่า ตอบโจทย์ได้ตรงประเด็น ตำแหน่งของชุดเครื่องปรับอากาศและชุดอุปกรณ์นำทางอาจจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่กลับใช้งานได้ง่ายอย่างน่าแปลกใจ และจะข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ เบาะนั่ง ที่เรียกความประทับใจในความนุ่มสบายราวกับนั่งเก้าอี้ชั้นดีจากสแกนดินาเวียทีเดียว เรียกได้ว่าจะขับไปไกลแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล และหากจะไปกันไกลๆห้องสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่โตก็รับประกันว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะใส่ถุงกอลฟ์ไม่พอ เพราะว่าเหลือเฟือจริงๆ

เรื่องของเล่น ของแต่ง อาจจะน้อยกว่าคู่แข่งไปนิด แต่หากมองในมุมกลับกัน นี่ไม่ใช่รถของนักซิ่ง หรือคนคลั่งเทคโนโลยี แต่เป็นรถสำหรับผู้ซึ่งพึงพอใจกับศิลปะของการใช้ชีวิต เพราะคนที่จะเลือกใช้เทียน่านั้นรู้ดีว่า ความงดงามของการใช้ชีวิตไม่ได้หมายความว่า ไปได้เร็วกว่า หรือ มีคนมองมากกว่า แต่ความงดงามของการใช้ชีวิตนั้นคือการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพนั่นเอง สรุปว่าถ้าคุณอยากจะมองหารถยนต์ที่ “มีระดับ” และไม่อยากให้คนมองว่าเป็น “เศรษฐีใหม่” หรือ “เสี่ย” เทียน่า ใหม่ เป็นคำตอบที่ดีครับ

อินฟินิตี เอสเซนซ์ นิยามใหม่ของศิลปะแห่งการใช้ชีวิต


หากคิดถึงยนตรกรรมหรูจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงเพียงแค่ เลกซัส จากค่ายโตโยต้า และชื่อ “อินฟินิติ”(Infiniti) ดูไม่คุ้นหูคุ้นตาสำหรับชาวไทยในฐานะรถยนต์หรูเท่าใดนัก แต่สำหรับชาวอเมริกันแล้วพวกเขานั้นคุ้นเคยกับแบรนด์ “อินฟินิติ” ในฐานะยนตรกรรมจากนิสสัน ที่อยู่ในระดับเดียวกับแบรนด์หรูจากเยอรมันมากว่า 20 ปี

อินฟินิติ เอสเซนซ์ (Infiniti Essence) เป็นการฉลองครบรอบ 20 ปี และเป็นตัวแทนของทิศทางการออกแบบของอินฟินิติในอนาคตที่พร้อมจะบุกตลาดยุโรปและตลาดโลกในฐานะ รถยนต์ระดับสูงจากนิสสัน โดยนิยามของแบรนด์นั้นใช้คำภาษาญี่ปุ่นว่า อาเดยากะ (Adeyaka) ซึ่งยากที่จะหาคำนิยามเป็นภาษาไทยได้ แต่อาจจะแปลได้ว่า ท่วงท่าสง่างามที่น่าหลงไหล ซึ่งสะท้อนบุคลิกภาพของชนชั้นสูงที่ได้รับการขัดเกลาบุคลิกภาพและมีรสนิยมในการใช้ชีวิตที่ละเมียดละไม ในระดับที่ยากจะเลียนแบบได้

จากนิยาม “อาเดยากะ” อินฟินิติ เอสเซนซ์ ได้แสดงออกถึงท่วงท่าอันสง่างามของรถสปอร์ตสองที่นั่งที่ได้รับการออกแบบมาด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการแสดงออกถึงพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามดุจดั่งพลังพิโรธจากธรรมชาติ มากกว่าที่จะเป็นความดุดันก้าวร้าวแบบรถซิ่งเหมือนกับรถสปอร์ตจากแดนอาทิตย์อุทัยรุ่นอื่นๆ ด้วยการวางตำแหน่งของแบรนด์ไว้เป็นแบรนด์ระดับสูง กลุ่มเป้าหมายของ เอสเซนซ์ นั้นเลยโฟกัสไปที่ หนุ่มใหญ่รสนิยมดีวัย 42 ปีที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตการงานและ ชีวิตส่วนตัว ผู้กล้าที่ลองความท้าทายใหม่ๆ และรู้จักที่จะคัดสรรและให้รางวัลกับชีวิตด้วยสิ่งที่ดีที่สุด บุคลิกภาพแบบชนชั้นนำนี้ได้สะท้อนลงมาในเส้นสายสัดส่วนแบบคลาสสิคของรถยนต์แบบจีที (GT) แบบหน้ายาวท้ายสั้นในแนวทางเดียวกับสปอร์ตพันธ์หรูแบบคลาสสิค ทั้งแอสตันมาร์ติน หรือ เฟอร์รารี่ เอฟ599 ฟิโอราโน ที่ลงตัวพอดิบพอดีแบบที่คนรักรถเห็นแล้วต้องรู้สึกได้ทันทีว่า รถคันนี้ “น่าขับ” แต่สิ่งที่แตกต่างจากรถสปอร์ตจากยุโรปก็คือ เส้นสายที่พริ้วไหวนั้น มิได้เกิดจากแนวความคิดเรื่องของมัดกล้ามของสิ่งมีชีวิต แต่เกิดจากการสอดประสานระหว่างมิติอันละเมียดละไมของวัฒนธรรมญี่ปุ่น เข้ากับจิตวิญญานยานยนต์ ผลที่ได้ก่อให้เกิดมิติที่หนักแน่นแต่เฉียบคมอันเกิดจากแรงบันดาลใจของฝีพู่กันญี่ปุ่นที่ตวัดลงบนผืนกระดาษอย่างหนักแน่นดูราวกับสายน้ำอันทรงพลังตัดผ่านหุบเขา ในแบบที่อินฟินิติ เรียกว่า “ไดนามิค อาเดยากะ” นอกจากนั้นในส่วนของรายละเอียดต่างๆบนตัวถังรถก็นับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากความละเมียดละไมของศิลปกรรมญี่ปุ่น อาทิ ช่องระบายความร้อนด้านข้างตัวถังที่มีรูปร่างเหมือนกับ ปิ่นปักผมของสาวญี่ปุ่นโบราณที่เรียกกันว่า “คันซาซิ” (Kansashi)

ในส่วนของการออกแบบภายใน เอสเซนซ์ ได้แสดงออกถึงรูปแบบที่เน้นถึงความหลงไหลในการขับขี่ โดยแยกห้องโดยสารระหว่างผู้ขับขี่กับผู้โดยสารออกจากกัน ซึ่งรายละเอียดนั้นไม่เน้นความแพรวพราวแบบของเล่นไฮเทค แต่กลับเน้นไปที่ความใส่ใจในรายละเอียดผ่านทางวัสดุที่คัดสรรเป็นอย่างดีและการประกอบที่งดงามดั่งงานหัตถกรรม รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้ผลิตกระเป๋าชั้นนำจากฝรั่งเศสอย่าง “หลุยส์ วุยตอง” (Louis Vuitton) ในการผลิตกระเป๋าเดินทางเข้าชุดกับรถก็ช่วยเน้นความเป็น ยนตรกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อชนชนนำได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

การจะเข้าใจถึงสิ่งที่ อินฟินิติ ต้องการจะสื่อสารอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบทความสั้นๆ ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้ลองแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซท์ออนไลน์แม๊กกาซีนของอินฟินิติที่มีชื่อว่า www.adeyaka.com ซึ่งอัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจ และขับกล่อมนักท่องเว็บด้วยดนตรีแนวเลาจน์ที่ชวนให้ลุ่มหลงซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงจิตวิญญานของแบรนด์ได้ดีขึ้น แล้วคุณจะเข้าใจมากขึ้นว่า วิถีแห่ง อะเดยากะ นั้นคืออะไร

Camry Hybrid ตัวเลือกชั้นดีสำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ถ้าคุณไม่กลัวเทคโนโลยี




หากคุณพบว่า คุณเป็นมนุษย์ที่เสพติดความล้ำสมัย อะไรใหม่มาต้องขอลอง เค้าว่า ไอโฟน 3จี แจ๋วฉันก็มี แบล็คเบอรี่เด่น ฉันก็เล่น วันที่ 27 กรกฏาคมนี้ การอคอยก็จะสิ้นสุดเสียทีหลังจากที่เคยสงวนไว้เฉพาะผู้มีฐานะที่นิยมเล่นรถนำเข้ากันเสียที ใช่แล้วขอรับ อ้วนซ่า กำลังพูดถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่โดดเด่นที่สุดในรอบหลายๆปีของค่ายสามห่วง โตโยต้า นั่นก็คือ โตโยต้า แคมรี่ ไฮบริด นั่นเอง

จะว่าไปไฮบริดนั้น ก็ไม่ได้ว่าใหม่อะไรมากนัก เพราะมีวิ่งกันในบ้านเรามาก็หลายปีแล้ว แต่ก็สงวนเอาไว้กับรถเอนกประสงค์ราคาแพง นำเข้าโดยค่ายอิสระ อย่างพวก โตโยต้า อัลพาร์ด หรือ เอสติมา กันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอีกตลาดที่ต่างประเทศเค้าทำกันแบบจริงจังแต่บ้านเราแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวิ่งกันเลย ก็คือรถยนต์ขนาดซับคอมแพ็คอย่าง โตโยต้า พริอุส หรือ ฮอนด้า อินไซท์ จะว่าไป รถยนต์ไฮบริดนี่เค้านิยมซื้อขายกันแบบจริงๆจังๆก็เห็นจะไม่พ้น ตลาดสหรัฐอเมริกา และที่แน่ๆก็คือ ตลาดญี่ปุ่น มากกว่าตลาดอื่นๆเป็นอันมาก เพราะจุดเด่นที่เค้าสนใจกันจริงๆ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงาน เพราะจากที่เคยทดสอบฮอนด้าอินไซท์มา ก็ประหยัดลงไปพอตัวแต่ก็ไม่ใช่ว่าน่าตกใจอะไรนัก แต่ประเด็นสำคัญก็คือเค้าชูประเด็น “ลดมลภาวะ” เป็นประเด็นหลัก อย่างในอเมริกาเองโฆษณาของแคมรี่ ไฮบริด เองก็เน้นว่าเพื่ออนาคตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน (แถมในอเมริกาเองไปไกลอีกขั้นแล้ว ด้วยการออกแคมรี่ ไฮบริด ซีเอ็นจี ที่ทั้งสะอาด ทั้งประหยัด! และใช้ถังแก๊สแยกส่วนแบบที่เห็นกันในเบนซ์อี 200 เอ็นจีที ที่ไม่กินเนื้อที่สัมภาระอีกด้วย)

ทำไมถึงบอกว่าลดมลภาวะ? ประเด็นสำคัญของระบบไฮบริดก็คือการนำเอาพลังงานไฟฟ้าที่เก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาใช้เสริมกำลังขับเคลื่อน อาทิเวลาเร่งแซง โคยที่ไม่ต้องเค้นกำลังเครื่องยนต์มากมาย และในเวลาที่เครื่องยนต์ไม่ได้ใช้งานเพื่อขับเคลื่อนเช่นการเหยียบเบรครอให้รถเคลื่อนไว้ที่ตำแหน่งเกียร์ D นั้นก็จะ “ดับด้วยตัวเอง” การทำเช่นนี้ทำให้ในภาวะการจราจรหยุดนิ่ง รถยนต์ไฮบริด จะไม่ปล่อยมลภาวะออกมาเหมือนเช่นรถคันอื่นๆ แต่หากเราต้องการจะเคลื่อนที่ต่อไป เพียงถอนเท้าออกจากแป้นเบรค เครื่องยนต์ก็จะติดเองโดยอัตโนมัติ จากที่เคยลองรถไฮบริดของค่ายฮอนด้า ต้องยอมรับ “แทบ” ไม่รู้สึกตัวว่ารถติดๆดับๆ (แต่จังหวะมุดๆรอแทรก ก็อึดอัดเหมือนกัน เพราะเครื่องมันดูไม่พร้อมจะพุ่งพิกล) แต่ปัญหาสำคัญที่เจอก็คือ เมืองไทยเป็นเมืองร้อนและรถติดระดับโลก ทำให้ไม่สามารถทนใช้ระบบ “ดับด้วยตัวเอง” ไหว ต้องหันมาใส่เกียร์ว่างแทน เพราะในตำแหน่งเกียร์ว่าง เครื่องมันจะไม่ดับ แอร์ก็จะทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งก็แปลว่า ไม่ลดการปล่อยไอเสียเลยเช่นกัน เรียกได้ว่า การจะขับรถไฮบริด นั้นต้องมีการฝึกฝนเทคนิคการขับและจอดนิ่ง ต่างจากรถทั่วๆไปเหมือนกัน เรียกได้ว่า ต้องเรียนรู้วิธีขับรถแบบ “สุภาพ” กันเลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะแคร์เรื่องโลกร้อน ห่วงเรื่องอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง หรือเป็นแค่เพียงมนุษย์ทันสมัยที่ไม่ยอมตกเทรนด์ แคมรี่ ไฮบริด ใหม่! น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี เพราะว่า สนนราคาเองก็ไม่ได้แพงกว่าเดิมมากมายอะไรนัก และอย่างน้อยๆ คุณเองก็อาจจะช่วยโลกได้เช่นกัน

โตโยต้า แคมรี่ (ที่มาจากภาษาญี่ปุ่นว่า “คัมมูริ” หรือ มงกุฏ) นั้นถูกวางตัวให้เป็นรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารสำหรับตลาดบ้านเรามากว่า 16 ปี ความโดดเด่นของแคมรี่ตลอดมานั้นก็คือ ความโอ่อ่า นุ่มนวล และความเงียบของห้องโดยสาร รวมไปถึง ความทนทานตามแบบฉบับของโตโยต้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำยอดขายได้ทะลุเป้าเสมอมา จวบจนปัจจุบันถือได้ว่าเป็น โฉมที่ 6 ของรถยนต์ในอนุกรมนี้แล้ว ซึ่งจุดแข็งของรถยนต์ในอนุกรมนี้ยังคงอยู่ในทุกรายละเอียดอย่างชัดเจน

ในแคมรี่ไฮบริดนี้ โดดเด่นด้วยสมถรรนะของระบบไฮบริดไฟฟ้าที่ให้แรงบิดที่เหลือเฟือ สำหรับการออกตัวที่ราวกับไร้น้ำหนัก แบบไม่ต้องรีดไม่ต้องเค้น พร้อมความเงียบนิ่มนวลของช่วงล่าง, ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มอบบรรยากาศการขับขี่ในเมืองที่แสนผ่อนคลาย เรื่องของการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างรถกับผู้ใช้ก็นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากระบบไฮบริดนี้จะมีการทำงานของเครื่องยนต์ต่างจากรถยนต์ทั่วไปมาก และยังแตกต่างระหว่างรถยนต์ไฮบริดยี่ห้ออื่นๆอีกด้วย รวมถึง ของค่ายฮอนด้า ที่เราเคยทำการทดสอบไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่เริ่มออกรถกันเลยทีเดียว ขอบอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสรถยนต์ที่เรียกได้ว่า ต้องเรียนรู้ “ธรรมเนียม” ปฏิบัติกันใหม่หมดเริ่มตั้งแต่ “จังหวะ” การกดสตาร์ทรถเลยทีเดียว กว่าจะจับทางได้ก็ได้ความว่า “รอจนแอร์เป่าหน้า นั่นแหละเรียบร้อย ไปได้!” อีกส่วนที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ อวสานของมาตรวัดรอบ และการมาถึงของเข็มและหน้าจอมัลติฟังค์ชั่น แสดงสถานะการทำงานของระบบไฮบริด ซึ่งบอกตามตรงว่าแรกๆ ยังไม่รู้ว่าดูอย่างไร? และถ้าไม่ดูจะเป็นอะไรไหม? แต่พอได้ลองขับดูสักพักก็เข้าใจแล้วว่ามันทำงานอย่างไร สรุปคือลืมไปซะมาตรวัดรอบ รถคันนี้ไม่ต้องใช้ ถ้ามันสวิงขึ้นไปสูงๆแสดงว่า มันไม่ประหยัดแล้วก็เท่านั้นเอง

ด้ามรูปโฉมโนมพรรณ นี่เป็นแคมรี่ 100% ในทุกกระเบียดนิ้ว ประเภทไม่เรียกร้องความสนใจแต่ก็ดูลงตัว แต่ในรุ่นไฮบริดแตกต่างด้วยการเล่นสีไฟหน้า (ที่มาพร้อมระบบปรับมุมลำแสงตามองศาพวงมาลัย)และไฟท้าย ในแบบใสปิ้ง ร่วมกับสีอมฟ้านิดๆ ดูแล้วหรูหราเหมือนทำจากพลอยแซฟฟายร์ (ถ้าเป็นคอสุราก็ต้องว่า เหมือนสีขวด บอมเบย์แซฟฟายร์ ไปนั่น) ซึ่งให้ความรู้สึกสะอาด บริสุทธิ์ และ “พิเศษ” กว่ารุ่นทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด เรียกคะแนนไปได้พอสมควร อีกส่วนที่แตกต่างก็เห็นจะเป็น กระจังหน้าทรงเฉพาะรุ่น ไฮบริด ที่บอกตามตรงว่า “ผิดหวัง” เพราะไหนๆทั้งไฟหน้าและไฟท้ายก็ดูแสนจะสวยใสไฮเทค แต่กระไรกระจังหน้ากลับดูเหมือนจมูกแมวไปได้เยี่ยงนี้

ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น หากไม่มองไปที่หน้าปัดก็อาจจะไม่สามารถแยกความแตกต่างออกจากรุ่นทั่วๆไปได้ เพราะแนวการเลือกใช้วัสดุแม้จะมีคุณภาพดี และตอบสนองการเดินทางได้ดีเยี่ยม (ระบบระบายอากาศที่เบาะคู่หน้าลดการเหงื่อออกได้ดี) แต่ก็ยังคงเป็นรูปแบบจำเจเหมือนทั่วๆไป น่าเสียดายระคนแปลกใจที่โตโยต้ายังคงเลือกที่จะใช้วัสดุลายไม้ที่ดู “อนุรักษ์นิยม” กับรถที่ควรจะดู “ล้ำ” เช่นแคมรี่ไฮบริดคันนี้อยู่ ในขณะที่การออกแบบภายนอกนั้นดูทำคะแนนได้ดีในเรื่องสีสันและรายละเอียดที่แตกต่าง แต่ภายในกลับถูกละเลย

ในคันที่ทดสอบติดตั้งระบบนำทางด้วยดาวเทียมเอาไว้ด้วย ผมคิดว่าอินเตอร์เฟซ (Interfaced) ออกจะใช้งานยาก อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยใช้ระบบของโตโยต้ามาก่อนก็เป็นได้ ถ้าผู้ออกแบบระบบสามารถทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะแม้จะสื่อสารเป็นภาษาไทยก็ยังงงกันทั้งรถอยู่ดีว่าจะยกเลิกระบบนำทางกันอย่างไร เรียกได้ว่าระบบ ไอไดรพ์ ของบีเอ็มดับเบิ้ลยูกลายเป็นของกล้วยๆไปเลย

สรุป ถ้าคุณไม่กลัวเทคโนโลยี นี่ล่ะใช่เลย

พริ้วไหวเหนือสายน้ำ


หากจะบรรยายถึงความรู้สึกที่ได้จากการได้สัมผัสรถมาสด้า เอ็มเอ็กซ์5 ใหม่ ผมคงต้องขอยืมสำนวนกำลังภายในมาใช้สักนิด เพราะรถคันนี้ให้ความรู้สึกทั้งการขับขี่ และด้านรูปลักษณ์ที่เรียกได้ว่า ลื่นไหล และลงตัว ราวกับเห็นภาพของจอมยุทธหนุ่มร่างระหง เหินร่อนแหวกอากาศร่ายรำไปพร้อมกับกระบี่คู่ใจอย่างคล่องแคล่วน่าหลงไหล มันเป็นภาพที่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังคงไว้ซึ่งมนต์สเน่ห์แห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ นับตั้งแต่ชื่อรหัส เอ็มเอ็กซ์ 5 ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้ว

ความแตกต่างที่จากรุ่นที่ผ่านมาเห็นได้ชัดก็คงเป็นจะเป็นรูปทรงของกระหน้าและไฟหน้า ที่ในเวอร์ชั่นนี้ได้ปรับให้ดูเฉียบขาดขึ้นและ มีการเน้นขอบกระจังหน้าด้วยการใช้แถบโครมเมี่ยมทำให้ดูราวกับว่ารถนั้น “ยิ้ม” ให้ ดูแล้วชวนให้เรายิ้มตาม และ ยกเลิกหลังคาผ้าใบสีตัดกับตัวถังรถ (ซึ่งสวยและเตะตาดีในความรู้สึกของผู้เขียน)โดยแทนที่ด้วยหลังคาแข็งพับได้ตามสมัยนิยม จากประสบการณ์ที่เคยได้ลอง รถรุ่นใหม่นี้เก็บเสียงและกันความร้อนจากภายนอกได้ดีกว่ารุ่นหลังคาผ้าใบ “มาก” การเปลี่ยนแปลงของหลังคาผ้าใบไปเป็นหลังคาโลหะพับได้นี้ยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงอย่างชัดเจน ที่หายไปคือ สัดส่วนหน้ายาว ท้ายสั้นตามแบบโรดสเตอร์คลาสสิค เทียบกับแบบหลังคาเหล็กที่สั้นกว่า ทำให้เกิดภาพของรถหน้ายาว ท้ายยาว แต่ตัวสั้น หลังจากเพ่งพิศไปมาก็รู้สึกว่า สัดส่วนใหม่นั้นก็ดูดี เก๋ไปอีกแบบ สรุปว่าสวยกันคนละแบบ แต่ถ้าให้เลือกยังไงๆหลังคาโลหะก็ดีกว่าในด้านการใช้งานอย่างชัดเจน

เปิดประทุนที่เปิดปิดด้วยไฟฟ้าของรถคันนี้ใช้เวลาเพียง 12 วินาทีในขั้นตอนการเปิดปิดเท่านั้น เรียกได้ว่าทันใจ ซึ่งทางมาสด้าได้ออกแบบระบบป้องกันการผิดพลาดในการใช้งานไว้อย่างรัดกุมทีเดียว กล่าวคือต้องจอดสนิทและเข้าเกียร์ N หรือ เกียร์ P หลังคาจึงจะเปิดปิดได้ ป้องกันมิให้เกิดเหตุหลังคาโดนลมพัดหลุดออกไปหากอุตริเปิดหรือปิดขณะรถวิ่งได้ อีกทั้งการออกแบบช่องเก็บหลังคาไว้ต่างหากจากห้องสัมภาระทำให้ไม่ต้องกังวลว่าขณะบรรทุกสัมภาระเต็มท้ายแล้วจะเปิดหลังคาไม่ได้เหมือนรถเปิดประทุนบางคัน (ที่อาจเปลี่ยนส้มที่คุณพึ่งซื้อมาจากตลาดให้กลายเป็นน้ำส้มคั้นได้หากคุณเผลอเปิดหลังคาโดยไม่ได้ตั้งใจ) นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงที่อาจเห็นได้ไม่ชัด แต่รู้สึกได้หากคุณเป็นผู้มีร่างใหญ่เช่นผู้เขียน เห็นจะเป็นการปรับปรุงส่วนรองรับบั้นท้ายใหม่ เพราะสามารถรู้สึกได้ว่าการเข้าออกรถรุ่นใหม่นี้สะดวกสบายและนั่งสบายกว่ารุ่นที่แล้วอย่างรู้สึกได้ชัด

ส่วนที่เห็นจะแปลกของรถคันนี้เห็นจะเป็น สวิทซ์เปิดฝาถังน้ำมันที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของระหว่างเบาะ ที่หากไม่คุ้นกับรถรุ่นนี้มาก่อนอาจเกิดปัญหาในการเติมน้ำมันได้ เพราะทางบริษัทไม่ได้แนบคู่มือประจำรถมาด้วย และสวิทซ์เปิดฝากระโปรงท้ายที่ผมพยายามหาว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหนถึง 2 วัน จนหมดความพยายามและต้องใช้ปุ่มเปิดจากกุญแจรีโมทแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนเครื่องเสียงจาก โบส (Bose) นั้นแม้ให้เสียงเรียบๆไม่กรุ้งกริ้งโครมครามนัก แต่ก็ปรับเสียงให้เข้ากับสภาพการขับขี่ได้ต่อเนื่อง เสียงดังฟังชัดแม้เปิดประทุนขับ เรียกได้ว่าเข้ากับการขับขี่ทุกรูปแบบ

รายละเอียดอื่นๆยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั่งเดิมของมาสด้า เอ็มเอ็กซ์5 รุ่นดั่งเดิมที่เป็นตัวปลุกกระแสรถเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ให้กลับมาอีกครั้งในช่วงยุค 90 ไม่ว่าจะเป็น ช่องแอร์รูปทรงกลม หน้าปัดแบบ 5 จอพร้อมเกจ์วัดแรงดันน้ำมันเครื่อง ไฟท้ายทรงนอนที่มีไฟถอยหลังทรงกลม รวมไปถึงมุมมองจากตำแหน่งคนขับที่เห็นฝากระโปรงยาวออกไปข้างหน้าให้ความรู้สึกสปอร์ต ผิดกับรถขับเคลื่อนล้อหน้าตามสมัยนิยมทั่วๆไป ทำให้การขับขี่รถคันนี้ได้ความรู้สึก “อมตะ” และ “พิเศษ” เสมอ เป็นรถสปอร์ตสมถรรนะดีที่คุณสนุกได้ทุกวัน ไม่หวั่นแม้วันฝนตกหรือแดดออก อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาเหมือนอย่าง รถจากยุโรป อันเป็นประเด็นที่ทำให้คอรถโรดสเตอร์ทั่วโลกหลงไหลในเพลงกระบี่ของมันมากว่า 2 ทศวรรษนั่นเอง

ต้นแบบของสุดยอดความปลอดภัย(ที่แสนแหวกแนว)แห่งอนาคต



นับตั้งแต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกในปี 1869 หรือกว่า140 ปีมาแล้วเมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวไอริส นาม แมรี่ วอร์ด พลัดตกจากรถยนต์พลังไอน้ำของญาติของเธอแล้วถูกทับจนเสียชีวิต เหล่าวิศวกรและนักประดิษฐ์ต่างก็มีความพยายามไม่มากก็น้อยที่จะค้นหาหนทางที่จะรักษาชีวิตของผู้ขับขี่ และปัจจุบันก็ยังรวมไปถึงชีวิตของผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย

เมอร์ซีเดส เบนซ์ ผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่ที่สุดของโลกจากเยอรมนีเองก็เป็นหนึ่งในผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น ครัมเพิลโซน (Crumple Zone) หรือส่วนยุบเพื่อสลายแรงจากการชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แหวกแนวมากในปี 1951 ที่แต่เดิมคนมักจะคิดว่า รถยนต์จะปลอดภัยต้อง “แข็ง” ,ระบบถุงลมนิรภัย, ระบบป้องกันล้อหยุดตาย หรือที่รู้จักกันดีในนาม เบรคเอบีเอส (ABS) , ระบบควบคุมการถ่ายกำลังลงพื้น (Traction Control) , ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) ,ระบบช่วยห้ามล้อ (Braking Assist) และอื่นๆอีกมากมาย (รวมไปถึงระบบไฟเลี้ยวที่ติดตั้งบนกระจกมองข้าง ซึ่งก็ถูกลอกเลียนแบบไปทั่วโลกในฐานะอุปกรณ์เสริมหล่อ) ก็ล้วนแต่เป็นผลงานจากห้องวิจัยของ เมอร์ซีเดส เบนซ์ แทบจะทั้งสิ้น (เว้นไว้ก็แต่ ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบสามจุด ที่ถูกคิดค้นโดย บริษัท วอลโว่)

ถึงผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะพอใจกับความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่ (ที่แข่งกันว่าใครมีถุงลมนิรภัยมากกว่ากัน) แต่สำหรับศูนย์วิจัยความปลอดภัยของเมอร์ซีเดส เองคงไม่หยุดนิ่งอยู่แค่เพียงเท่านั้น เพราะสำหรับการจะเป็นผู้นำแล้วนั้นการได้แค่เหรียญทอง มันยังไม่ใช่ความพอใจสูงสุด (มันต้องเป็นการสร้างสถิติใหม่!) และบทพิสูจน์ของความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยก็คือ รถต้นแบบ อีเอสเอฟ 2009 (ESF 2009) ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถรุ่น เอส 400 ไฮบริจด์ (S400 Hybrid) รถคันนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆที่ตื่นตาเกินจินตนาการของคนทั่วๆไป อาทิ ระบบที่เมอร์ซีเดส เรียกรวมๆว่า พรี-เซฟ (PRE-SAFE) อันประกอบไปด้วย ระบบ ถุงลมช่วยในการหยุดรถ (Braking Bag) ซึ่งนำเสนอรูปแบบของการใช้ถุงลมติดตั้งใต้ท้องรถระหว่างล้อหน้าทั้งสอง ซึ่งจะ “ขยายตัวออก” ลงไปครูดกับพื้นถนนในกรณีที่ระบบตรวจพบว่า รถมีการห้ามล้ออย่างรุนแรง นอกจากจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานชลอความเร็วแล้วระบบนี้ยังช่วยยกหน้ารถขึ้นเพื่อหากเกิดการประทะขึ้นระบบสลายแรงกระแทกจะได้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบที่น่าทึ่งอีกชิ้นก็คือระบบโครงสร้างคานโลหะที่ “พองตัวได้” (Inflatable Metal Structure) โดยติดตั้งระบบคานนี้ไว้ด้านในของประตู ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุการชนด้านข้าง คานจะพองตัวออกโดยอัตโนมัติด้วยแรงดันอากาศ 20 เท่าของแรงดันบรรยากาศ (20 bar) ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ระบบพรี-เซฟ ยังรวมไปถึงระบบถุงลมภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่ที่พองกางออกมา “ขวาง” ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ และยังรวมไปถึงผู้โดยสารในตอนหลังมิให้ศรีษะกระทบกัน และระบบถุงลมภายในเบาะที่ช่วยดันร่างกายของผู้โดยสารให้เข้าไปสู้แนวกลางของรถให้มากที่สุดในกรณีมีการกระแทกจากด้านข้างอีกด้วย เมอร์ซีเดส เบนซ์อ้างว่าแนวคิดเรื่องนี้ช่วยลดความรุนแรงที่เกิดกับกระดูกสันหลังในกรณีการชนด้านข้างได้ว่า หนึ่งในสาม

นอกจากระบบลดความเสียหายจากอุบัติเหตุแล้ว รถคันนี้ยังนำเสนอแนวคิดเพื่อการ “หลีกเลี่ยง” อุบัติเหตุอีกด้วย อาทิระบบสื่อสารอัจฉริยะ ผ่านทางระบบเครือข่ายไร้สายระหว่างรถกับสิ่งแวดล้อม และระหว่างรถต่อรถด้วยกันไปเป็นทอดๆ ทำให้ผู้ขับขี่ล่วงรู้สภาพการจราจรหรือสภาพอุบัติเหตุล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สายตาเพียงอย่างเดียว ราวกับมีพรายกระซิบ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากจุดบอดบนท้องถนนได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวรถคันอื่นจะโผล่ออกมาชนจากจุดที่เรามองไม่เห็นแบบในอดีตอีกต่อไป

เนื่องจากพื้นที่การเขียนมีจำกัดผู้เขียนคงไม่สามารถสาธยายนวัตกรรมใหม่ในรถคันนี้ได้อย่าลงลึกนัก แต่ด้วยทักษะทั้งการหลีกเลี่ยงและรับมือกับอุบติเหตุอันเกินร้อยของรถคันนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะทำให้คนขับรถได้ดีขึ้นหรือเลวลงกันแน่ เพราะทุกวันนี้อะไรๆมันดูวิ่งสวนทางกันยังไงไม่ทราบ