วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

Camry Hybrid ตัวเลือกชั้นดีสำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ถ้าคุณไม่กลัวเทคโนโลยี




หากคุณพบว่า คุณเป็นมนุษย์ที่เสพติดความล้ำสมัย อะไรใหม่มาต้องขอลอง เค้าว่า ไอโฟน 3จี แจ๋วฉันก็มี แบล็คเบอรี่เด่น ฉันก็เล่น วันที่ 27 กรกฏาคมนี้ การอคอยก็จะสิ้นสุดเสียทีหลังจากที่เคยสงวนไว้เฉพาะผู้มีฐานะที่นิยมเล่นรถนำเข้ากันเสียที ใช่แล้วขอรับ อ้วนซ่า กำลังพูดถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่โดดเด่นที่สุดในรอบหลายๆปีของค่ายสามห่วง โตโยต้า นั่นก็คือ โตโยต้า แคมรี่ ไฮบริด นั่นเอง

จะว่าไปไฮบริดนั้น ก็ไม่ได้ว่าใหม่อะไรมากนัก เพราะมีวิ่งกันในบ้านเรามาก็หลายปีแล้ว แต่ก็สงวนเอาไว้กับรถเอนกประสงค์ราคาแพง นำเข้าโดยค่ายอิสระ อย่างพวก โตโยต้า อัลพาร์ด หรือ เอสติมา กันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอีกตลาดที่ต่างประเทศเค้าทำกันแบบจริงจังแต่บ้านเราแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวิ่งกันเลย ก็คือรถยนต์ขนาดซับคอมแพ็คอย่าง โตโยต้า พริอุส หรือ ฮอนด้า อินไซท์ จะว่าไป รถยนต์ไฮบริดนี่เค้านิยมซื้อขายกันแบบจริงๆจังๆก็เห็นจะไม่พ้น ตลาดสหรัฐอเมริกา และที่แน่ๆก็คือ ตลาดญี่ปุ่น มากกว่าตลาดอื่นๆเป็นอันมาก เพราะจุดเด่นที่เค้าสนใจกันจริงๆ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพลังงาน เพราะจากที่เคยทดสอบฮอนด้าอินไซท์มา ก็ประหยัดลงไปพอตัวแต่ก็ไม่ใช่ว่าน่าตกใจอะไรนัก แต่ประเด็นสำคัญก็คือเค้าชูประเด็น “ลดมลภาวะ” เป็นประเด็นหลัก อย่างในอเมริกาเองโฆษณาของแคมรี่ ไฮบริด เองก็เน้นว่าเพื่ออนาคตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน (แถมในอเมริกาเองไปไกลอีกขั้นแล้ว ด้วยการออกแคมรี่ ไฮบริด ซีเอ็นจี ที่ทั้งสะอาด ทั้งประหยัด! และใช้ถังแก๊สแยกส่วนแบบที่เห็นกันในเบนซ์อี 200 เอ็นจีที ที่ไม่กินเนื้อที่สัมภาระอีกด้วย)

ทำไมถึงบอกว่าลดมลภาวะ? ประเด็นสำคัญของระบบไฮบริดก็คือการนำเอาพลังงานไฟฟ้าที่เก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาใช้เสริมกำลังขับเคลื่อน อาทิเวลาเร่งแซง โคยที่ไม่ต้องเค้นกำลังเครื่องยนต์มากมาย และในเวลาที่เครื่องยนต์ไม่ได้ใช้งานเพื่อขับเคลื่อนเช่นการเหยียบเบรครอให้รถเคลื่อนไว้ที่ตำแหน่งเกียร์ D นั้นก็จะ “ดับด้วยตัวเอง” การทำเช่นนี้ทำให้ในภาวะการจราจรหยุดนิ่ง รถยนต์ไฮบริด จะไม่ปล่อยมลภาวะออกมาเหมือนเช่นรถคันอื่นๆ แต่หากเราต้องการจะเคลื่อนที่ต่อไป เพียงถอนเท้าออกจากแป้นเบรค เครื่องยนต์ก็จะติดเองโดยอัตโนมัติ จากที่เคยลองรถไฮบริดของค่ายฮอนด้า ต้องยอมรับ “แทบ” ไม่รู้สึกตัวว่ารถติดๆดับๆ (แต่จังหวะมุดๆรอแทรก ก็อึดอัดเหมือนกัน เพราะเครื่องมันดูไม่พร้อมจะพุ่งพิกล) แต่ปัญหาสำคัญที่เจอก็คือ เมืองไทยเป็นเมืองร้อนและรถติดระดับโลก ทำให้ไม่สามารถทนใช้ระบบ “ดับด้วยตัวเอง” ไหว ต้องหันมาใส่เกียร์ว่างแทน เพราะในตำแหน่งเกียร์ว่าง เครื่องมันจะไม่ดับ แอร์ก็จะทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งก็แปลว่า ไม่ลดการปล่อยไอเสียเลยเช่นกัน เรียกได้ว่า การจะขับรถไฮบริด นั้นต้องมีการฝึกฝนเทคนิคการขับและจอดนิ่ง ต่างจากรถทั่วๆไปเหมือนกัน เรียกได้ว่า ต้องเรียนรู้วิธีขับรถแบบ “สุภาพ” กันเลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะแคร์เรื่องโลกร้อน ห่วงเรื่องอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง หรือเป็นแค่เพียงมนุษย์ทันสมัยที่ไม่ยอมตกเทรนด์ แคมรี่ ไฮบริด ใหม่! น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี เพราะว่า สนนราคาเองก็ไม่ได้แพงกว่าเดิมมากมายอะไรนัก และอย่างน้อยๆ คุณเองก็อาจจะช่วยโลกได้เช่นกัน

โตโยต้า แคมรี่ (ที่มาจากภาษาญี่ปุ่นว่า “คัมมูริ” หรือ มงกุฏ) นั้นถูกวางตัวให้เป็นรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารสำหรับตลาดบ้านเรามากว่า 16 ปี ความโดดเด่นของแคมรี่ตลอดมานั้นก็คือ ความโอ่อ่า นุ่มนวล และความเงียบของห้องโดยสาร รวมไปถึง ความทนทานตามแบบฉบับของโตโยต้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำยอดขายได้ทะลุเป้าเสมอมา จวบจนปัจจุบันถือได้ว่าเป็น โฉมที่ 6 ของรถยนต์ในอนุกรมนี้แล้ว ซึ่งจุดแข็งของรถยนต์ในอนุกรมนี้ยังคงอยู่ในทุกรายละเอียดอย่างชัดเจน

ในแคมรี่ไฮบริดนี้ โดดเด่นด้วยสมถรรนะของระบบไฮบริดไฟฟ้าที่ให้แรงบิดที่เหลือเฟือ สำหรับการออกตัวที่ราวกับไร้น้ำหนัก แบบไม่ต้องรีดไม่ต้องเค้น พร้อมความเงียบนิ่มนวลของช่วงล่าง, ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มอบบรรยากาศการขับขี่ในเมืองที่แสนผ่อนคลาย เรื่องของการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างรถกับผู้ใช้ก็นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากระบบไฮบริดนี้จะมีการทำงานของเครื่องยนต์ต่างจากรถยนต์ทั่วไปมาก และยังแตกต่างระหว่างรถยนต์ไฮบริดยี่ห้ออื่นๆอีกด้วย รวมถึง ของค่ายฮอนด้า ที่เราเคยทำการทดสอบไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่เริ่มออกรถกันเลยทีเดียว ขอบอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสรถยนต์ที่เรียกได้ว่า ต้องเรียนรู้ “ธรรมเนียม” ปฏิบัติกันใหม่หมดเริ่มตั้งแต่ “จังหวะ” การกดสตาร์ทรถเลยทีเดียว กว่าจะจับทางได้ก็ได้ความว่า “รอจนแอร์เป่าหน้า นั่นแหละเรียบร้อย ไปได้!” อีกส่วนที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ อวสานของมาตรวัดรอบ และการมาถึงของเข็มและหน้าจอมัลติฟังค์ชั่น แสดงสถานะการทำงานของระบบไฮบริด ซึ่งบอกตามตรงว่าแรกๆ ยังไม่รู้ว่าดูอย่างไร? และถ้าไม่ดูจะเป็นอะไรไหม? แต่พอได้ลองขับดูสักพักก็เข้าใจแล้วว่ามันทำงานอย่างไร สรุปคือลืมไปซะมาตรวัดรอบ รถคันนี้ไม่ต้องใช้ ถ้ามันสวิงขึ้นไปสูงๆแสดงว่า มันไม่ประหยัดแล้วก็เท่านั้นเอง

ด้ามรูปโฉมโนมพรรณ นี่เป็นแคมรี่ 100% ในทุกกระเบียดนิ้ว ประเภทไม่เรียกร้องความสนใจแต่ก็ดูลงตัว แต่ในรุ่นไฮบริดแตกต่างด้วยการเล่นสีไฟหน้า (ที่มาพร้อมระบบปรับมุมลำแสงตามองศาพวงมาลัย)และไฟท้าย ในแบบใสปิ้ง ร่วมกับสีอมฟ้านิดๆ ดูแล้วหรูหราเหมือนทำจากพลอยแซฟฟายร์ (ถ้าเป็นคอสุราก็ต้องว่า เหมือนสีขวด บอมเบย์แซฟฟายร์ ไปนั่น) ซึ่งให้ความรู้สึกสะอาด บริสุทธิ์ และ “พิเศษ” กว่ารุ่นทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด เรียกคะแนนไปได้พอสมควร อีกส่วนที่แตกต่างก็เห็นจะเป็น กระจังหน้าทรงเฉพาะรุ่น ไฮบริด ที่บอกตามตรงว่า “ผิดหวัง” เพราะไหนๆทั้งไฟหน้าและไฟท้ายก็ดูแสนจะสวยใสไฮเทค แต่กระไรกระจังหน้ากลับดูเหมือนจมูกแมวไปได้เยี่ยงนี้

ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น หากไม่มองไปที่หน้าปัดก็อาจจะไม่สามารถแยกความแตกต่างออกจากรุ่นทั่วๆไปได้ เพราะแนวการเลือกใช้วัสดุแม้จะมีคุณภาพดี และตอบสนองการเดินทางได้ดีเยี่ยม (ระบบระบายอากาศที่เบาะคู่หน้าลดการเหงื่อออกได้ดี) แต่ก็ยังคงเป็นรูปแบบจำเจเหมือนทั่วๆไป น่าเสียดายระคนแปลกใจที่โตโยต้ายังคงเลือกที่จะใช้วัสดุลายไม้ที่ดู “อนุรักษ์นิยม” กับรถที่ควรจะดู “ล้ำ” เช่นแคมรี่ไฮบริดคันนี้อยู่ ในขณะที่การออกแบบภายนอกนั้นดูทำคะแนนได้ดีในเรื่องสีสันและรายละเอียดที่แตกต่าง แต่ภายในกลับถูกละเลย

ในคันที่ทดสอบติดตั้งระบบนำทางด้วยดาวเทียมเอาไว้ด้วย ผมคิดว่าอินเตอร์เฟซ (Interfaced) ออกจะใช้งานยาก อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยใช้ระบบของโตโยต้ามาก่อนก็เป็นได้ ถ้าผู้ออกแบบระบบสามารถทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะแม้จะสื่อสารเป็นภาษาไทยก็ยังงงกันทั้งรถอยู่ดีว่าจะยกเลิกระบบนำทางกันอย่างไร เรียกได้ว่าระบบ ไอไดรพ์ ของบีเอ็มดับเบิ้ลยูกลายเป็นของกล้วยๆไปเลย

สรุป ถ้าคุณไม่กลัวเทคโนโลยี นี่ล่ะใช่เลย

พริ้วไหวเหนือสายน้ำ


หากจะบรรยายถึงความรู้สึกที่ได้จากการได้สัมผัสรถมาสด้า เอ็มเอ็กซ์5 ใหม่ ผมคงต้องขอยืมสำนวนกำลังภายในมาใช้สักนิด เพราะรถคันนี้ให้ความรู้สึกทั้งการขับขี่ และด้านรูปลักษณ์ที่เรียกได้ว่า ลื่นไหล และลงตัว ราวกับเห็นภาพของจอมยุทธหนุ่มร่างระหง เหินร่อนแหวกอากาศร่ายรำไปพร้อมกับกระบี่คู่ใจอย่างคล่องแคล่วน่าหลงไหล มันเป็นภาพที่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังคงไว้ซึ่งมนต์สเน่ห์แห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ นับตั้งแต่ชื่อรหัส เอ็มเอ็กซ์ 5 ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้ว

ความแตกต่างที่จากรุ่นที่ผ่านมาเห็นได้ชัดก็คงเป็นจะเป็นรูปทรงของกระหน้าและไฟหน้า ที่ในเวอร์ชั่นนี้ได้ปรับให้ดูเฉียบขาดขึ้นและ มีการเน้นขอบกระจังหน้าด้วยการใช้แถบโครมเมี่ยมทำให้ดูราวกับว่ารถนั้น “ยิ้ม” ให้ ดูแล้วชวนให้เรายิ้มตาม และ ยกเลิกหลังคาผ้าใบสีตัดกับตัวถังรถ (ซึ่งสวยและเตะตาดีในความรู้สึกของผู้เขียน)โดยแทนที่ด้วยหลังคาแข็งพับได้ตามสมัยนิยม จากประสบการณ์ที่เคยได้ลอง รถรุ่นใหม่นี้เก็บเสียงและกันความร้อนจากภายนอกได้ดีกว่ารุ่นหลังคาผ้าใบ “มาก” การเปลี่ยนแปลงของหลังคาผ้าใบไปเป็นหลังคาโลหะพับได้นี้ยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงอย่างชัดเจน ที่หายไปคือ สัดส่วนหน้ายาว ท้ายสั้นตามแบบโรดสเตอร์คลาสสิค เทียบกับแบบหลังคาเหล็กที่สั้นกว่า ทำให้เกิดภาพของรถหน้ายาว ท้ายยาว แต่ตัวสั้น หลังจากเพ่งพิศไปมาก็รู้สึกว่า สัดส่วนใหม่นั้นก็ดูดี เก๋ไปอีกแบบ สรุปว่าสวยกันคนละแบบ แต่ถ้าให้เลือกยังไงๆหลังคาโลหะก็ดีกว่าในด้านการใช้งานอย่างชัดเจน

เปิดประทุนที่เปิดปิดด้วยไฟฟ้าของรถคันนี้ใช้เวลาเพียง 12 วินาทีในขั้นตอนการเปิดปิดเท่านั้น เรียกได้ว่าทันใจ ซึ่งทางมาสด้าได้ออกแบบระบบป้องกันการผิดพลาดในการใช้งานไว้อย่างรัดกุมทีเดียว กล่าวคือต้องจอดสนิทและเข้าเกียร์ N หรือ เกียร์ P หลังคาจึงจะเปิดปิดได้ ป้องกันมิให้เกิดเหตุหลังคาโดนลมพัดหลุดออกไปหากอุตริเปิดหรือปิดขณะรถวิ่งได้ อีกทั้งการออกแบบช่องเก็บหลังคาไว้ต่างหากจากห้องสัมภาระทำให้ไม่ต้องกังวลว่าขณะบรรทุกสัมภาระเต็มท้ายแล้วจะเปิดหลังคาไม่ได้เหมือนรถเปิดประทุนบางคัน (ที่อาจเปลี่ยนส้มที่คุณพึ่งซื้อมาจากตลาดให้กลายเป็นน้ำส้มคั้นได้หากคุณเผลอเปิดหลังคาโดยไม่ได้ตั้งใจ) นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงที่อาจเห็นได้ไม่ชัด แต่รู้สึกได้หากคุณเป็นผู้มีร่างใหญ่เช่นผู้เขียน เห็นจะเป็นการปรับปรุงส่วนรองรับบั้นท้ายใหม่ เพราะสามารถรู้สึกได้ว่าการเข้าออกรถรุ่นใหม่นี้สะดวกสบายและนั่งสบายกว่ารุ่นที่แล้วอย่างรู้สึกได้ชัด

ส่วนที่เห็นจะแปลกของรถคันนี้เห็นจะเป็น สวิทซ์เปิดฝาถังน้ำมันที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของระหว่างเบาะ ที่หากไม่คุ้นกับรถรุ่นนี้มาก่อนอาจเกิดปัญหาในการเติมน้ำมันได้ เพราะทางบริษัทไม่ได้แนบคู่มือประจำรถมาด้วย และสวิทซ์เปิดฝากระโปรงท้ายที่ผมพยายามหาว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหนถึง 2 วัน จนหมดความพยายามและต้องใช้ปุ่มเปิดจากกุญแจรีโมทแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนเครื่องเสียงจาก โบส (Bose) นั้นแม้ให้เสียงเรียบๆไม่กรุ้งกริ้งโครมครามนัก แต่ก็ปรับเสียงให้เข้ากับสภาพการขับขี่ได้ต่อเนื่อง เสียงดังฟังชัดแม้เปิดประทุนขับ เรียกได้ว่าเข้ากับการขับขี่ทุกรูปแบบ

รายละเอียดอื่นๆยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั่งเดิมของมาสด้า เอ็มเอ็กซ์5 รุ่นดั่งเดิมที่เป็นตัวปลุกกระแสรถเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ให้กลับมาอีกครั้งในช่วงยุค 90 ไม่ว่าจะเป็น ช่องแอร์รูปทรงกลม หน้าปัดแบบ 5 จอพร้อมเกจ์วัดแรงดันน้ำมันเครื่อง ไฟท้ายทรงนอนที่มีไฟถอยหลังทรงกลม รวมไปถึงมุมมองจากตำแหน่งคนขับที่เห็นฝากระโปรงยาวออกไปข้างหน้าให้ความรู้สึกสปอร์ต ผิดกับรถขับเคลื่อนล้อหน้าตามสมัยนิยมทั่วๆไป ทำให้การขับขี่รถคันนี้ได้ความรู้สึก “อมตะ” และ “พิเศษ” เสมอ เป็นรถสปอร์ตสมถรรนะดีที่คุณสนุกได้ทุกวัน ไม่หวั่นแม้วันฝนตกหรือแดดออก อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาเหมือนอย่าง รถจากยุโรป อันเป็นประเด็นที่ทำให้คอรถโรดสเตอร์ทั่วโลกหลงไหลในเพลงกระบี่ของมันมากว่า 2 ทศวรรษนั่นเอง

ต้นแบบของสุดยอดความปลอดภัย(ที่แสนแหวกแนว)แห่งอนาคต



นับตั้งแต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกในปี 1869 หรือกว่า140 ปีมาแล้วเมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวไอริส นาม แมรี่ วอร์ด พลัดตกจากรถยนต์พลังไอน้ำของญาติของเธอแล้วถูกทับจนเสียชีวิต เหล่าวิศวกรและนักประดิษฐ์ต่างก็มีความพยายามไม่มากก็น้อยที่จะค้นหาหนทางที่จะรักษาชีวิตของผู้ขับขี่ และปัจจุบันก็ยังรวมไปถึงชีวิตของผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย

เมอร์ซีเดส เบนซ์ ผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่ที่สุดของโลกจากเยอรมนีเองก็เป็นหนึ่งในผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น ครัมเพิลโซน (Crumple Zone) หรือส่วนยุบเพื่อสลายแรงจากการชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แหวกแนวมากในปี 1951 ที่แต่เดิมคนมักจะคิดว่า รถยนต์จะปลอดภัยต้อง “แข็ง” ,ระบบถุงลมนิรภัย, ระบบป้องกันล้อหยุดตาย หรือที่รู้จักกันดีในนาม เบรคเอบีเอส (ABS) , ระบบควบคุมการถ่ายกำลังลงพื้น (Traction Control) , ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) ,ระบบช่วยห้ามล้อ (Braking Assist) และอื่นๆอีกมากมาย (รวมไปถึงระบบไฟเลี้ยวที่ติดตั้งบนกระจกมองข้าง ซึ่งก็ถูกลอกเลียนแบบไปทั่วโลกในฐานะอุปกรณ์เสริมหล่อ) ก็ล้วนแต่เป็นผลงานจากห้องวิจัยของ เมอร์ซีเดส เบนซ์ แทบจะทั้งสิ้น (เว้นไว้ก็แต่ ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบสามจุด ที่ถูกคิดค้นโดย บริษัท วอลโว่)

ถึงผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะพอใจกับความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่ (ที่แข่งกันว่าใครมีถุงลมนิรภัยมากกว่ากัน) แต่สำหรับศูนย์วิจัยความปลอดภัยของเมอร์ซีเดส เองคงไม่หยุดนิ่งอยู่แค่เพียงเท่านั้น เพราะสำหรับการจะเป็นผู้นำแล้วนั้นการได้แค่เหรียญทอง มันยังไม่ใช่ความพอใจสูงสุด (มันต้องเป็นการสร้างสถิติใหม่!) และบทพิสูจน์ของความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยก็คือ รถต้นแบบ อีเอสเอฟ 2009 (ESF 2009) ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถรุ่น เอส 400 ไฮบริจด์ (S400 Hybrid) รถคันนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆที่ตื่นตาเกินจินตนาการของคนทั่วๆไป อาทิ ระบบที่เมอร์ซีเดส เรียกรวมๆว่า พรี-เซฟ (PRE-SAFE) อันประกอบไปด้วย ระบบ ถุงลมช่วยในการหยุดรถ (Braking Bag) ซึ่งนำเสนอรูปแบบของการใช้ถุงลมติดตั้งใต้ท้องรถระหว่างล้อหน้าทั้งสอง ซึ่งจะ “ขยายตัวออก” ลงไปครูดกับพื้นถนนในกรณีที่ระบบตรวจพบว่า รถมีการห้ามล้ออย่างรุนแรง นอกจากจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานชลอความเร็วแล้วระบบนี้ยังช่วยยกหน้ารถขึ้นเพื่อหากเกิดการประทะขึ้นระบบสลายแรงกระแทกจะได้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบที่น่าทึ่งอีกชิ้นก็คือระบบโครงสร้างคานโลหะที่ “พองตัวได้” (Inflatable Metal Structure) โดยติดตั้งระบบคานนี้ไว้ด้านในของประตู ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุการชนด้านข้าง คานจะพองตัวออกโดยอัตโนมัติด้วยแรงดันอากาศ 20 เท่าของแรงดันบรรยากาศ (20 bar) ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ระบบพรี-เซฟ ยังรวมไปถึงระบบถุงลมภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่ที่พองกางออกมา “ขวาง” ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ และยังรวมไปถึงผู้โดยสารในตอนหลังมิให้ศรีษะกระทบกัน และระบบถุงลมภายในเบาะที่ช่วยดันร่างกายของผู้โดยสารให้เข้าไปสู้แนวกลางของรถให้มากที่สุดในกรณีมีการกระแทกจากด้านข้างอีกด้วย เมอร์ซีเดส เบนซ์อ้างว่าแนวคิดเรื่องนี้ช่วยลดความรุนแรงที่เกิดกับกระดูกสันหลังในกรณีการชนด้านข้างได้ว่า หนึ่งในสาม

นอกจากระบบลดความเสียหายจากอุบัติเหตุแล้ว รถคันนี้ยังนำเสนอแนวคิดเพื่อการ “หลีกเลี่ยง” อุบัติเหตุอีกด้วย อาทิระบบสื่อสารอัจฉริยะ ผ่านทางระบบเครือข่ายไร้สายระหว่างรถกับสิ่งแวดล้อม และระหว่างรถต่อรถด้วยกันไปเป็นทอดๆ ทำให้ผู้ขับขี่ล่วงรู้สภาพการจราจรหรือสภาพอุบัติเหตุล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สายตาเพียงอย่างเดียว ราวกับมีพรายกระซิบ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากจุดบอดบนท้องถนนได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวรถคันอื่นจะโผล่ออกมาชนจากจุดที่เรามองไม่เห็นแบบในอดีตอีกต่อไป

เนื่องจากพื้นที่การเขียนมีจำกัดผู้เขียนคงไม่สามารถสาธยายนวัตกรรมใหม่ในรถคันนี้ได้อย่าลงลึกนัก แต่ด้วยทักษะทั้งการหลีกเลี่ยงและรับมือกับอุบติเหตุอันเกินร้อยของรถคันนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะทำให้คนขับรถได้ดีขึ้นหรือเลวลงกันแน่ เพราะทุกวันนี้อะไรๆมันดูวิ่งสวนทางกันยังไงไม่ทราบ

ของเล่นของคนรักรถ



สวัสดีวันอาทิตย์กับสาระเรื่องราวสารพันในโลกยานยนต์ไปกับ อ้วนซ่า แอบซิ่ง อีกเช่นเคยครับ จะว่าไป รถยนต์ ในทัศนะของหลายๆคนมันไม่เชิงเป็นเพียงยานพาหนะที่พาเราเดินทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมาย ในสายตาของพวกเขาแล้ว รถยนต์เป็นเสมือนตัวตน และจิตวิญญานของเขากันเลยก็ว่าได้ ที่อ้วนซ่าว่าดังนี้เพราะในช่วงนี้มีงานที่จัดขึ้นเพื่อ คนรักรถ ไล่ๆกันถึง 2 งาน งานแรกนั้นจัดไปแล้ว และ “สะใจ” ชายหนุ่มที่รักสนุกอย่างกระผมเป็นอย่างยิ่ง งานนั้นก็คือ งาน “บอยส์ ทอย ปาร์ตี้ ปี 2 (Boys Toy Party)ภายในแนวคิด ฮอต ฮอต ฮอต ออน เดอะ บีช (Hot Hot Hot on the Beach) จัดโดย “ไรเด้น” (Raiden) แบรนด์สปอร์ตของเจ้าพ่อตลาดล้อแม็กบ้านเราคือ “เลนโซ่” (Lenso) เมื่อเสาร์ต้นเดือนที่ผ่านมา งานนี้ ไรเด้น ได้เชิญชวนคอคนรักรถกว่า 500 คนจาก ชมรมรถยนต์ชั้นนำในอินเตอร์เน็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์จูนเนอร์คลับ ซีวิคเอฟดีไทยแลนด์ แจ๊สคลับ ยาริสคลับ สยามซูบารุ ทีด้าคลับ ฯลฯ พร้อมกับดารานักขับระดับแชมป์ ไม่ว่าจะเป็น กีกี้ ศักดิ์ นานา, อ่ำ อมรินทร์ นิติพล, เรย์ แมคโดนัล และ อั๋น สิระคุปต์ เมทะนี พร้อมกับเหล่าพริตตี้สุดน่ารักกว่า 30 ชีวิต ร่วมกันทำกิจกรรมสนุกๆนานาชนิดตามประสาคนรักรถ พร้อมรับประทานอาหารอร่อยๆกับบรรยากาศริมทะเลบางแสน และที่แน่ๆคือได้โชว์รถแต่งสวยๆจากแต่ละชมรม เรียกได้ว่าใครอยากรู้ว่าในเมืองไทยเค้าแต่งรถกันแนวไหน หรือจะมาหาไอเดียเอาไว้แต่งรถตัวเอง มางานนี้งานเดียว “จบ” และงานสนุกๆแบบนี้จะมีอีกทีต้องรอกันปีหน้าละครับ

ส่วนอีกงานหนึ่ง ไม่ต้องไม่ไหนไกลเค้าจัดกันที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง “ดิ เอ็มโพเรียม” ภายใต้ชื่องาน “สปีด ออฟ ไทม์” (Speed of Time) โดยจัดกันตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 29 มิถุนายนนี้ เป็นการประชันระหว่างสุดยอดของ “ของเล่น” สุภาพบุรุษสองประเภทด้วยกัน ก็คือจักรกลเวลา กับจักรกลความเร็ว และแน่นอนที่ว่าห้างระดับเศรษฐีเดินอย่าง ดิ เอ็มโพเรียมจัดทั้งทีคงไม่เอารถบ้านๆ นาฬิกาพื้นๆมาโชว์เป็นแน่ โดยรถเด่นในงานนี้มีด้วยกันหลายคัน อาทิ พอร์ช คาร์เรร่า จีที (Porsche Carrera GT) สุดยอดตัวท้อปสุดตลอดกาลของค่ายพอร์ช ที่โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์แบบ วี10 600 แรงม้าที่ถอดแบบมาจากเครื่องยนต์รถสูตร 1 ที่ในประเทศไทยมีเพียง 2 คันด้วยสนนราคาเฉียดๆ 60 ล้านบาท งานนี้เค้าว่าเจ้าของรถหวงมากๆๆๆ นอกเหนือจากนั้นยังมีรถสปอร์ตหรูระดับซุปเปอร์คาร์มาจัดแสดงกันอีกนับสิบคัน อาทิ เฟอร์รารี่ แลมบอร์กีนี่ เบนท์ลี่ย์ สไปเกอร์ แอสตันมาร์ติน มาเซอราตี แจกวาร์ เอ็มทีเอ็ม ฯลฯ เรียกกันว่า มอเตอร์โชว์ระดับย่อมๆทีเดียว

ส่วนนาฬิกาที่นำมาโชว์นั้นก็เรียกได้ว่า ตระการตายิ่ง เพราะงานนี้เค้าจับคู่กันให้เห็นไปเลยว่าถ้ารักจะขับรถแบรนด์นี้ก็ต้องสวมแบรนด์นั้น บางเรือนถึงกับสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใส่คู่กับรถรุ่นนั้นๆเลยก็ว่าได้ และขอบอกเลยว่า งานนี้ “ขนาดไม่เกี่ยว” เพราะนาฬิการะดับโลกที่โชว์ในงานนี้บางเรือนราคาเฉียด 10 ล้านบาท โดยไม่มีเพชรบนเรือนเลยแม้แต่เม็ดเดียว เรียกกันว่า เศรษฐีหลายๆคนไปงานนี้ยังต้องเหงื่อตก เพราะแต่ละคัน แต่ละเรือนนั้นเป็นของเล่นระดับ “เทพ” จริงๆ

เห็นไหมล่ะครับว่ารถยนต์สำหรับหลายๆคนมันไม่ได้เป็นแค่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นเสมือนตัวแทนของ “ตัวตน” และถ้าอยากรู้ถึงตัวตนของเขาเหล่านั้น ก็ลองไปชมงานนี้ดูก็ได้นะครับว่า “ตัวตน” ของแต่ละคนหน้าตาเป็นเช่นไร

E-Klasse Coupe สง่างามในทุกท่วงทำนอง


คงจะไม่เกินเลยไปนักหากผมจะบอกว่านี่คือ รถที่มีสเน่ห์เย้ายวนชวนให้หลงไหลได้ราวกับต้องมนต์ พลิกความรู้สึกเดิมๆที่มีกับรถรุ่นผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ด้วยเส้นสายที่ผสมผสานระหว่างความเฉียบคม เด็ดขาด เข้ากับรูปทรงที่สะโอดสะองแต่ก็แฝงไว้ซึ่งมัดกล้ามขนาดพอเหมาะ ได้มาซึ่งส่วนผสมที่แสนจะลงตัว หากจะเปรียบรถคันนี้เป็นคน นี่ก็คือนิโคล คิดแมน ดีๆนี่เองเพราะเธอคือตัวแทนของสาวสวย เก่งรอบด้าน ใครได้มีโอกาสควงเธอได้แม้สักครั้งก็คงต้องเป็นคนที่น่าอิจฉาเอาซะจริงๆ (ตอนทดลองขับผมหลงคิดว่าตัวเองเป็น ทอม ครูซ อยู่บ่อยๆเหมือนกัน....)

อี คลาส คูเป้ใหม่ นั้นคงไว้ซึ่งรายละเอียดของที่ทำให้รุ่นสปอร์ตแตกต่างจากรุ่นซีดาน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าทรงกว้างพร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ และการใช้กระจกไร้กรอบที่เปิดลงได้สุดทุกบาน แต่ก็ได้บอกลารูปทรงโค้งมนกลมกลึงและหันมาเอาดีในแนว เหลี่ยมคมผสมผสานกับความโค้งเว้า ซึ่งหากมองจากด้านบน จะเห็นรูปทรงเหลี่ยมสัน หัวแหลม ท้ายแหลม ทรงลูกธนูได้อย่างชัดเจน หากไล่สายตาต่อไปทางด้านท้ายจะพบโป่งซุ้มล้อที่โค้งมนดูคสาคสิคและดูทะมัดทะแมง ซึ่งทางเบนซ์แจ้งว่าได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์รุ่น เอส 220 “พอนตอน” จากปี 1955 แถมด้วยสมถรรนะค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.24 ถือเป็นรถยนต์โปรดักชั่นที่ลื่นลมที่สุดในโลก

ในส่วนของการออกแบบภายในนั้น ได้มีการใช้แนวเหลี่ยมสันที่คมคายมาเล่นอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเมอร์เซเดส เบนซ์ อย่างไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาแฝงหน้าปัดแบบแยกจอ สไตล์ยุค 70 จากรุ่น W123 ซึ่งดูสปอร์ตและลงตัว รายละเอียดการออกแบบภายในโดยรวมๆจะไม่แตกต่างจากรุ่นซีดานที่ใกล้จะนำมาเปิดตัว แต่ก็จะมีรายละเอียดแตกต่างเล็กๆน้อยๆ อาทิรูปทรงของกระจังช่องแอร์ที่กลับหัวกลับหางกับรุ่นซีดาน ส่วนการควบคุมระบบอิเล็กทรอนิคต่างๆนั้นให้สัมผัสที่แน่นหนามั่นคงบ่งบอกถึงคุณภาพระดับสูง แต่เพราะมีจำนวนปุ่มค่อนข้างมาก ทำให้การใช้งานโดยรวมยังคงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อยู่บ้าง ซึ่งอาจจะไม่เป็นปัญหากับเศรษฐีหนุ่มยุคไอทีนักแต่ สำหรับเสี่ยรุ่นเก๋าก็อาจจะพบว่ามันน่าสับสนไม่น้อย ส่วนการให้แสงในที่มืดก็นับว่า การเล่นแสงแบบอินไดเร็คให้ความรู้สึกผ่อนคลายไฮคลาสดีจริงๆ

นอกจากรถคันนี้จะบ่งบอกถึงความเป็นผู้อันจะกิน (แบบเหลือเฟือ) ในทุกกระเบียดนิ้วแล้ว เมอร์เซเดส เบนซ์ ยังออกแบบให้รถคันนี้ให้ปลอดภัยในระดับ 5 ดาว ไม่เว้นแม้กระทั่งกับคนเดินถนน ด้วยการออกแบบระบบที่เขาเรียกว่า แอคทีพ บอนเน็ต หรือฝากระโปรงที่จะหลีกเลี่ยงการที่ศรีษะของผู้โชคร้ายไม่ให้ฟาดคงไปบนเครื่องแบบจังๆ ช่วยลดอันตรายจาก ตาย จากสมองกระทบกระเทือนแบบเฉียบพลันไปเป็นแค่ สาหัส (ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายดีเหมือนกัน)

สรุปก็คือ หากเงินไม่ใช่ปัญหา และท่านมองหารถยนต์ที่จะคงความสง่างามเป็นอมตะ ที่สัญญาจะมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟริสท์คลาส นี่แหละครับ คำตอบสุดท้าย

SLS ปัดฝุ่นตำนานเบนซ์ 300SL


ไม่ทราบว่าคุณเคยดูหนังภาคต่อกันบ้างไหมครับ? เคยรู้สึกไหมครับว่า พอเป็นภาค 2 ภาค 3 น้อยรายที่จะสนุกกว่าภาคแรก มันไม่ค่อยจะประทับเหมือนภาคแรก จะมีเจ๋งๆก็ไม่กี่เรื่อง อาทิ ก้อด ฟาเธอร์ ภาค 2 (ภาพยนตร์ภาคต่อเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัล ออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม!) แต่สำหรับทั่วไปแล้วส่วนมากก็แค่ เทคนิคดีขึ้น แสดงดีขึ้น แต่กลับไม่ประทับใจเท่าเรื่องแรกๆ ส่วนใหญ่ก็ดูจะอาศัยสูตรสำเร็จของเรื่องแรกมาเล่าซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนดูกันไปข้างนึง

ในโลกรถยนต์ก็เป็นเช่นกันครับ พอมีรุ่นใดประสบความสำเร็จ ก็จะมีการทำรุ่นใหม่ออกมาในแนวเดิมๆ ถ้าสูตรเดิมดีอยู่แล้ว พอใช้กันมาเรื่อยๆ มีรถยนต์หลายๆรุ่น ที่ไม่ยอมจะเปลี่ยนสูตร หรือถ้าเปลี่ยนก็นิดๆหน่อยๆ อาทิ พอร์ช 911 หรือ บางคันก็ออกทะเลไปไกล แต่พอนึกได้ก็หักกลับหันมาหาสูตรดั่งเดิม อย่างเจ้าม้าป่า มัสแตง หรือ คามาโร แต่ที่แน่ๆก็คือ แนวคิดแบบออริจินัล นั้นแม้จะยิ่งใหญ่ และชัดเจน แต่มันไม่ได้อยู่ท้าทายกาลเวลามากนักหรอกครับ เมื่อเวลาเปลี่ยนแนวคิดก็ต้องเปลี่ยน บอกตามตรงว่า นานๆที ครึ้มอกครึ้มใจ กลับไปปัดฝุ่นของเก่าก็ได้อารมณ์ดี

คอนเซ็บต์ เอสแอลเอส (SLS) เป็นรถยนต์สปอร์ตระดับซุปเปอร์คาร์คันใหม่ของค่ายตราดาว โดยออกมาแทนที่รถยนต์รุ่น แมคลาเรน เมอร์เซเดส เอสแอลอาร์ (McLaren Mercedes SLR) ซึ่งตอนที่ปิดตำนาน SLR ไปด้วยรุ่น Stirling Moss นั้นผมคิดว่าจะไม่ได้เห็นอะไรเจ๋งๆอีกนาน แต่ผิดคาด เพราะภาคต่อนั้นเร้าใจกว่าเดินซะอีกครับ โดย SLS นั้นได้นำเอารูปลักษณ์ ของเบนซ์ 300เอสแอล กัลวิงค์ (300SL Gull-wing) จากยุค 50 กลับมาใช้อย่างงดงามอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบประตูแบบปีนกนางนวล หรือรูปทรงแบบหน้ายาว ท้ายสั้นจากการวางเครื่องแบบ วางกลางค่อนไปทางหน้า และโครงสร้างรถยนต์ที่ทำจากอลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ และการวางเครื่องยนต์ 8สูบพลังสูงแต่น้ำหนักเบาและเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิดของห้องโดยสารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นดั่งเดิม ผสานเข้ากับรายละเอียดของงานวิศวกรรมการบิน ทำให้ห้องโดยสารดูเรียบง่ายแต่ขึงขังแบบเครื่องบินรบ ที่พร้อมจะให้ผู้ขับขี่ได้สนุกไปกับการควบคุมรถที่ความเร็วสูง การันตีได้ว่านี่จะเป็นรถสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยรู้จักกันมา

อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวคิด SLS นี้จะสวยหรูน่าปลาบปลื้ม และน่าจะขับขี่ได้ในระดับสุดยอดเพียงใด มันกลับเป็นเพียง งานทำซ้ำ (reproduction) ที่ขาดจิตวิญญานทางการออกแบบที่บริสุทธิ์ทางวิศวกรรม เพราะสิ่งที่ทำให้ 300SL เป็นอมตะนั้นก็คือ แนวคิด ฟอร์ม ฟอลโล่วส์ ฟังค์ชั่น (Form Follows Function) หรือ รูปทรงได้มาจากรูปแบบการใช้งาน กล่าวคือ 300SL นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากความต้องการที่จะสร้างรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงเพื่อการแข่งขันโดยอาศัยโครงท่อสานแบบสเปศเฟรม ที่ผลของการออกแบบทำให้ชายประตูสูงมากเบียดบังพื้นที่ด้านข้างของรถ ทำให้มีการประดิษฐ์ประตูแบบปีกนกขึ้นมาแก้ปัญหาการเข้าไปในห้องโดยสาร ซึ่งผลที่ได้ก็คือ รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ดีที่สุดคันหนึ่งตลอดกาล (มิได้มาจากคำสั่งของนักการตลาดว่าต้องการประตูแปลกๆแต่อย่างใด) แต่อย่างไรก็ตามด้วยการผลิตที่แสนจะยากเย็น สมรรถนะที่สูงล้ำ(เร็วที่สุดในยุคนั้น) ราคาที่สูงลิ่ว รูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย และจำนวนการผลิตที่แสนจะน้อย ได้ทำให้รถอย่าง 300SL เป็นรถที่ต้องแย่งชิง และกลายเป็นตำนานอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงจะไม่ได้มีจิตวิญญานที่บริสุทธิ์เหมือนอย่างรุ่นพี่ และอาจจะไม่ได้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่เหมือนที่รุ่นพี่ได้เป็น แต่เชื่อได้ว่า อย่างน้อยๆ SLS ใหม่นี้ จะเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เป็นที่ปรารถนามากที่สุดคันหนึ่งในทศวรรษหน้าเป็นแน่แท้

แฝดซ่า ท้าชน



สวัสดีวันอาทิตย์กับผม อ้วนซ่า แอบซิ่ง เช่นเคยขอรับ ตอนนี้ดูเหมือนไม่ค่อยมีข่าวเรื่องรถยนต์ใหม่ๆออกมาสักเท่าไร จะได้ข่าวกันก็เหมือนจะมีแต่เรื่องบริษัทนี้กำลังแย่ กำลังทรุด ดูแล้วละเหี่ยหัวใจเอาซะจริงๆ แต่ภายใต้ความนิ่งของข่าวนั้น มีบางบริษัทกำลังวิ่งกันจ้าละหวั่น (ที่วิ่งก็ไม่ได้วิ่งเต้น หรือวิ่งแก้บน แต่ประการใด) และบริษัทที่ผมพูดถึงอยู่นี้ ไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่เขามากันเป็นคู่และ ที่วิ่งกันให้วุ่นก็เพราะพวกเขาเตรียมจะนำเสนอ คู่แฝด แสนซ่าที่พร้อมจะพลิกสถานการณ์จาก เป็นห่วง ไปสู่การ เป็นต่อ ในวงการรถยนต์บ้านเราทีเดียว ใช่ครับ คู่แฝดที่ว่านี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก จิ๋วสุดเปรี้ยว มาสด้า 2 และ จิ๋วแจ๋วแนวยุโรป ฟอร์ด ฟีเอสต้า นั่นเองครับ

คู่แฝดสองสัญชาตินี้ จะว่าไปก็เหมือนเกิดจากท้องแม่เดียวกัน แต่ไปโตกันคนละที่ มาสด้าสอง เปรียบได้กับ พี่สาวคนโตนั้นเติบโตในญี่ปุ่น จนได้ความสดใสโฉบเฉี่ยวสไตล์สาวคิกขุมากันเต็มตัว ส่วน ฟอร์ดฟิเอสต้า นั้นเป็นน้องชายที่ไปโตในยุโรป กินนมกินเนยจนกำยำบึกบึน พร้อมฝึกฝนทางบอลเยอรมันมาเต็มที่ ใครข้อไม่แข็งเป็นเจอดี เรียกได้ว่าผลงานร่วมกันระหว่าง ฟอร์ด และมาสด้าครั้งนี้ ทำได้แจ๋ว เพราะทั้งสองคันนั้นมากันคนละสไตล์อย่างชัดเจน ในสายตาผมนั้นเฉียบไม่แพ้กัน แต่มาสด้าดูจะได้ใจลูกค้าสาวนักศึกษาและวัยทำงานไปเต็มๆ จากเส้นสายและรูปทรงที่พริ้ว และรอยยิ้มน่ารักที่ทำให้อารมณ์ดีได้ทุกเมื่อ แต่ติดอยู่ที่การออกแบบภายในออกจะ พับเพียบเรียบร้อยไปสักนิด เข้าทำนองเห็นเปรี้ยวๆแต่แอบเรียบร้อย แต่ในกรณีของฟอร์ด ฟีเอสต้านั้น น่าจะโดนใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่(หัวใจวัยรุ่น)ไปตามๆกัน เพราะน้องเล็กจากฟอร์ดคนนี้หล่อล่ำได้ใจ ขับขี่ได้มันส์ไม่หวั่นทางโค้ง และมาพร้อมการตกแต่งภายในที่เรียกได้ว่า ล้ำ! งานดีขนาดนี้จึงไม่แปลกใจว่า ที่ยุโรป ฟีเอสต้าถึงขายกันระเบิดระเบ้อ

ทั้งสองรุ่นนั้นตอนนี้กำลังเร่งผลิตอยู่ที่ระยอง และอีกไม่นานเราคงได้ยลโฉมกัน งานนี้คาดว่าจะมากันทั้งแบบ 4 และ 5 ประตู เพิ่มความหลากหลายให้กับผู้บริโภค เพราะรุ่น 4 ประตูของทั้งสองค่ายนั้นจะมีบุคลิกภาพสุขุมลุ่มลึกกว่า และอออกจะเหมาะกับผู้ที่ติด “หรู” ซักหน่อย เอาเป็นว่าถ้าชอบจี้ดจ้าดก็เลือก 5 ประตูก็แล้วกัน

เรียกได้ว่า ถ้าจะเริ่มตัดสินใจซื้อรถเล็กในตอนนี้ก็อย่าพึ่งรีบตัดสินใจ อดใจรอทั้งแฝดซ่าทั้งสองเค้าเปิดตัวก่อน แต่ทางมาสด้าแอบแย้มมาว่า มาสด้า 2 ที่เห็นกับตัวจริงที่จะขายไม่เหมือนกันเป๊ะๆ เพราะทางมาสด้าจะเปิดตัวเป็นรุ่น ไมเนอร์เชนจ์กันไปเลย (ก็ญี่ปุ่นเปิดมาสองปีแล้วนี่) เรียกได้ว่า น่าจะปิ้งกว่ารุ่นในรูปเสียอีก ส่วนทางฟอร์ดคงไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะแค่นี้ ค่ายญี่ปุ่นเจ้าตลาดทั้งสองยี่ห้อก็หนาวๆร้อนๆกันแล้ว เพราะงานนี้เค้าท้าชนทุกสถาบัน